Q'4 2011

posted on 22 Dec 2011 19:46 by napas-ubsorn in Observe

การมีบันทึกนี่มันก็สนุกดีเหมือนกัน กลับไปอ่านการประเมินผลรายไตรมาสแล้วขำตัวเอง ตอนนี้ก็ว่าตัวเองขี้เกียจมากแล้ว เมื่อก่อนนี่สันหลังยาวเอามากๆๆๆ

เหตุผลที่ควรนอนต่อไปยามอากาศเย็น ในปีนี้ก็มีนิดหน่อย แต่ไม่ยืดยาวจนล่วงเลยเวลาไปเหมือนปีก่อน แต่...ก็ไม่ได้แจ่มใสขนาดลุกปุ๊บปั๊บมาทำสิ่งทีควรทำ ยังมีความง่วง ความซึม ความขี้เกียจติดตามมาด้วยกัน เอาล่ะ ปีนี้ตื่นนอนก่อนตีห้ามานั่งมาเดินได้ แม้จะทำไม่ได้ทุกวัน เพราะชอบต่อเวลาไปจนตี 5++ถึงจะลุก แต่ก็ได้เวลาเพิ่มมาบ้าง

ตอนนี้ว่าฟุ้งมากแล้ว เมื่อก่อนนี่ฟุ้งกำลังสอง อ่านแล้วไม่รู้ว่าควรจะดีใจที่ตัวเองพัฒนาขึ้น หรือควรจะเศร้าใจที่พัฒนาในอัตราที่ช้าไปหน่อยดี

ไตรมาสสี่ทำอะไรบ้าง?? อยู่กับน้ำท่วมไปพักหนึ่ง คือ เจอน้ำท่วมแล้วไปอยู่บ้านต่างจังหวัด เราไปอ่าน blog คุณทำทาง คนขยันระดับเขายังเป๋เลย นับประสาอะไรกับเรา (อิ อิ มีข้ออ้าง ข้อปลอบใจที่ฟังขึ้นเนอะ Kiss) ไปอยู่บ้านกับแม่ นอนกับแม่ แค่นี้ตารางก็เป๋แล้ว เพราะติดใจกับการนอนห้องแอร์ ปกติที่นอนคนเดียว ถ้าเปิดแอร์จะไม่เปิดทั้งคืน มันทำให้นอนนานกว่าปกติ ก่อนนอน แม่จะเปิดทีวีดูข่าว แล้วเราจะสวดมนต์เรอะ ดูตัวเองหายใจเรอะ ก็ต้องย้ายไปห้องเก็บผ้าน่ะสิ ตามใจตัวเองแบบนี้แค่สองวันก็ติดกับความสบายแล้ว แต่ยังตื่นเช้ามาทำในรูปแบบได้บ้าง

ส่วนช่วงที่ทำอะไรไม่ได้เลยคือ ช่วงทุกข์หนัก มีปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วเราต้องรับอารมณ์ของใครต่อใคร โดยเฉพาะแรงส่งจากแม่นั้นมีมามาก มาวันละหลายรอบโดยเฉพาะยามเย็นไปจนถึงก่อนนอน แม่มีเรื่องโมโหใครต่อใครจนไม่รู้เหมือนกันว่า ตัวเองผ่านภาวะนั้นมาได้ยังไง โดยเฉพาะคืนที่แม่ระเบิดอารมณ์ เราถึงกับตื่นมาถ่ายท้องไปสี่รอบ ทุกข์มาก ทั้งที่ตอนเกิดเรื่อง ใจก็ปกติดี ไม่ตื่นเต้นตกใจ ทำงานไปได้จนเสร็จ เพียงแต่ความเป็นห่วงที่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาทุกข์ เลยทุกข์ตาม พอผ่านมาตอนกลางวัน จู่ๆก็ถามตัวเองว่า ไม่สบายใจเรื่องอะไร นั่งถามตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะเงิน? เพราะต้องทำงานหนักขึ้น? ..สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า เพราะ”ชั้น” ชั้นต้องดี เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเรา แต่เพราะ... พอคิดได้ตรงนี้ ใจก็เบาซะ เหมือนทุกข์มันหลุดไปเฉยๆซะงั้น หลังจากนั้น ใครจะพูดอะไรยังไง มันก็ไม่เดือดร้อนอีกแล้ว เราจะเป็นสาเหตุให้แม่ต้องทุกข์หรือใครต้องเดือดร้อน ก็ช่าง”เรา” เหมือน”เรา”มันอยู่ไกลออกไป เราไม่ใช่เรา ^_^

แต่ผลมันยังมีอยู่ ตื่นมาเริ่มทำงานตอนแปดโมงเช้า แล้วก็ทำยาวไปจนสี่ทุ่ม อย่าหวังเลยว่าจะมีแรงไปนั่งไปเดินที่ไหนอีก อาบน้ำเสร็จก็สลบไปได้ทุกคืน เป็นอย่างนี้ประมาณ 1 สัปดาห์และต่อเนื่องมาทุกวันหยุด ทำได้อย่างมากคือสวดมนต์ทำวัตรเช้า เท่านั้นเอง แล้วเลยรู้ว่า การพยายามดูร่างกายเคลื่อนไหวไปทั้งวัน มันไม่ง่ายเท่าไหร่ ปกติจะดูกายบ้าง ดูจิตบ้าง แต่บทไม่มีแรงขึ้นมา มันไม่อยากดูอะไรทั้งนั้นแล้ว

พอน้ำเริ่มลด กลับมาทำงาน อยู่ตัวคนเดียว นั่งเรือ โบกรถไปทำงาน แม้ไม่ลำบากเหมือนคนอื่น แต่แรงเฉื่อยจากที่ไม่ยอมทำในรูปแบบก็ตามมา มันมีข้ออ้างกับตัวเองว่า ชั้นเหนื่อยกับโลกมามากแล้ว อยากพัก ข้ออ้างที่ว่า ทำให้พักช่วงค่ำไป ส่วนช่วงเช้าตื่นสายกว่าเดิมนิดหนึ่ง

ไปหาแรงจูงใจผลักดันตัวเองจากการเข้ากลุ่ม FB กลุ่มหนึ่ง ไปแบบบังเอิญมากๆเพราะนานๆทีจะอ่านกระทู้ห้องศาสนา เขา post link ที่ว่า ก็เลยตามไป เข้าไปแบบงงๆ คนโน้น คนนี้เล่าถึงการปฏิบัติธรรมของตัวเอง เขียนเป็นรายวัน เรากลับไม่มีอะไรจะเขียน ช่วงรื้อฟื้นก็ไปเขียนว่ากลับมาทำตามเวลาโดยทำอะไรไปบ้าง สารภาพกับคนในนั้นว่าเราขี้เกียจ

เขามีสวดอิติปิโส 108 จบ ปกติไม่ชอบสวดมนต์ แต่ตอนอยู่บ้าน มีโอกาสลองสวดก่อนนอนและระหว่างวัน เลย...ตั้งสัจจะกับตัวเองว่า จะสวดอิติปิโส 108 จบให้ได้ทุกวัน เพียงแต่คนในห้องนั้นเขาสวดกัน 3 ห้อง เราสวดห้องแรกห้องเดียว ลพ.เคยให้บริกรรมพุทโธ เรายังทำจนติดใจไม่ได้ แต่การสวดอิติปิโสนี่ค่อนข้างติดใจ อย่างเวลานอน ถ้าฟุ้งมากก็สวดในใจไปเรื่อยๆ หรือเวลาทำงานที่บ้าน นั่งว่างๆรอคนมาซื้อของก็สวดอิติปิโสไปเรื่อย ไม่ให้มันฟุ้งมาก

เราพบว่า อาวุธของคนขี้เกียจคือ การตั้งสัจจะ ไตรมาสนี้ทำไปสองอย่าง อย่างแรกคือ จะไม่นั่งหลังพิงฝา เพราะการพิงฝามันสบาย แล้วเคลิ้ม หลับบ้าง อะไรบ้าง เรื่องนี้แค่นึกๆเอาว่าจะไม่ทำ ส่วนอย่างที่สอง ต้องมากราบพระแล้วตั้งใจว่า จะสวดอิติปิโสทุกวัน วันละ 108 จบ อย่างน้อยก็เอาเวลาชั่วโมงกว่าๆตอนค่ำมาทำการบ้านส่วนนี้ได้แล้ว สวดมนต์เสร็จก็เดินบ้าง นั่งบ้างต่ออีกครึ่งชั่วโมง การบ้านข้อสองนี่ มีต่อรองว่า ขอทำไปหนึ่งไตรมาสนะคะ พอถึงวันเกิดปีหน้าค่อยต่อสัญญากันใหม่ เห็นมั้ยล่ะว่ามันยาก ไม่งั้นไม่ต้องมาตั้งใจต่อหน้าที่พระหรอก

(อายนะเนี่ย ใครผ่านมาอ่านน่ะ)  Foot in mouth  Foot in mouth

 ลพ.มาเทศน์ที่ศาลาลุงชินเดือนธันวา ท่านบอกว่า กิเลสแพ้สติ แล้วสติแพ้อะไรรู้มั้ย...สติ แพ้ ‘ขี้เกียจ’

 ขี้เกียจแบบนี้ก็ต้องยอมรับผลการกระทำของตัวเองน่ะแหละ

  

ภาพรวมของปีนี้...

 

ตอนเช้าอยู่ตัวแล้ว ได้เวลามาฝึกสัก 1.5 ชั่วโมง หลังจากที่งัดตัวเองจากที่นอนมาเป็นปี ปีที่แล้วยังไม่สม่ำเสมอเท่าปีนี้ และก็มีบางคืนที่นาฬิกาปลุกตายหรือลืมตั้ง ตัวมันก็เด้งมาดูนาฬิกาได้เฉยเลย และก็เป็นเวลาที่ตั้งนาฬิกาให้ปลุกด้วย บางวันตัวลุกมาโดยที่ใจยังไม่ตื่น แต่บางวัน ก็ตื่นมาด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว จิตใจแจ่มใส ก่อนนาฬิกาจะปลุกสัก 2-3 นาที เหมือนมันรู้แล้วว่าจะต้องไปตามนัดทุกเช้า  ถ้าผ่านไปอีกปี เอาเวลามาได้อีกเป็น 2 ชั่วโมงคงจะดี 

ในระหว่างวัน...เผลอไปซะส่วนใหญ่ แบบที่ตอบอาจารย์น้องไปนั่นล่ะ แต่มันดีขึ้นบ้างในแง่ที่ไม่จมกับอะไรนาน วิตกกังวลอะไร ไม่พอใจใคร มันไม่ติดอยู่นาน ทุกข์หลายครั้งที่ผ่านเข้ามาและไม่สามารถคุมความฟุ้งซ่านความกังวลทั้งหลายได้ มันจะอยู่ไม่เกิน 12 ชั่วโมง พอข้ามคืน ก็จะผ่านความทุกข์เหล่านั้นไปได้ ไม่ใช่จากการนอนแต่จากวิธีแบบไหน?...รู้บ้าง พิจารณาบ้างกระมัง 

และอีกเรื่องที่..ติดเรท ^_^ เราฝึกยังไงของเราก็ไม่รู้ นั่งจินตนาการเอาเองว่า ในตัวคนแต่ละคน มีโครงกระดูก มีเลือด มีน้ำหนอง มีผิวกายหุ้มศพเอาไว้ มันก็แค่นึกๆเอาบ้างแต่ไม่ได้ทำบ่อย คราวนี้ พอได้ไปดูภาพคนกอดกัน จูบกันใน preview หนัง แค่นี้ก็ทำให้ใจเตลิดแล้ว มองภาพไป รู้แล้วว่าจิตมันเตลิด แล้วเลยนึกน้อมเอาโครงกระดูก เลือด น้ำหนองไปใส่แทน แค่นี้ก็เรียบร้อย สงบเชียว อารมณ์เตลิดที่ว่ากลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวซะ  รู้ล่ะว่ามันเป็นอาวุธที่สู้ได้ชั่วคราว แต่กำลังอ่อนๆอย่างเรา ตัดอารมณ์ไม่ได้รวดเร็วก็ต้องอาศัยวิธีแบบนี้ไปก่อน และมันก็สนุกดีที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตใจ เหมือนเด็กซนๆกำลังปีนรั้วออกจากบ้าน โดนผู้ใหญ่ชายตามองก็กลับมานั่งพับเพียบเรียบร้อย พอเห็นวิธีแบบนั้น เวลาว่างๆ เลยนั่งนึกแบบนี้ นึกถึงโครงกระดูกในตัว เลือดเนื้อน้ำหนองมีหนังหุ้ม ฟุ้งซ่านในตัวเองแบบนี้ คงไม่เสียหายกระมัง? 

กิเลสตัวโทสะแรงๆเหมือนจะน้อยลง เจอเรื่องไม่พอใจก็มองมันได้ มองสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ใจไม่กระเพื่อมแรง หรือแม้กระเพื่อม มันก็ไม่อยู่นาน ไม่เก็บมาแค้นอีก ต้องบอกว่า’ดูเหมือน’เพราะถ้าแรงอ่อนลง มันคงกลับมาอีก เริ่มเห็นตัวโทสะเบาๆ บ่อยขึ้น 

อีกเรื่องที่ได้ข้อคิดมาในปีนี้คือ อยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุข เราติดที่บางที่ ชอบอยู่ที่นี่เวลานี้ เวลานั้น แต่หลายๆครั้งที่พบว่า ที่ไหนที่คิดว่าอยู่แล้วมีความสุข มันก็ไม่เห็นจะสุขจริง เป็นเพราะคนนั้น คนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ มีที่ให้อยู่ตั้งหลายที่ แต่ไม่ว่าจะวนเวียนไปอยู่ที่ไหน มันก็ไม่มีที่ไหนที่สุขอย่างแท้จริง แม้จะรู้ทางทฤษฎีว่าเพราะกายกับใจเราเอง ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น แต่มันยังคิดไม่ได้แบบนั้น มันแค่ถอดใจว่า ไม่มีที่ไหนที่จะสุขอย่างแท้จริง เท่านั้นเอง 

ส่วนเวทนาทางกาย เริ่มเอาใจห่างออกมาได้ เวลาเจ็บปวดทางกาย ถ้าใจไม่คลุก ดูมันเฉยๆ มันก็ไม่ทุกข์มาก เริ่มมาตั้งแต่ปวดไส้ติ่งอักเสบตั้งแต่ต้นปี แล้วก็เรื่องการหายใจเวลาเจอควันบุหรี่ หรือแม้เป็นเหน็บชา บางที ก็สนุกกับการดูเวทนาทางกาย ส่วนทางใจนี่...ยังต้องใช้เวลา 

ทำทานยังทำอยู่เรื่อยๆ แต่ใจไม่ค่อยฟู อาจมีบ้างเวลาให้อาหารสัตว์ มีความสุข ใจอ่อนโยนขึ้นนิดหนึ่ง 

ศีลก็ยังไม่ครบ สัมมาวาจายังไม่ได้ และเอาเปรียบคนก็ยังมี แม้ไม่ได้ลักทรัพย์แบบตรงๆก็เถอะ แย่จัง พอรู้ตัวก็เสียใจทีหนึ่ง แต่ตอนที่ทำนี่ มันระงับความโลภไม่ทันจริงๆ 

จิตใจซึมน้อยลง เมื่อก่อนซึมมาก ฟุ้งมาก ตอนนี้น้อยลงกว่าเดิมนิดหนึ่ง ถ้าเคลื่อนไหวมาก ใจจะไม่ซึม รู้ตัวให้ทันว่ามันซึมแล้วต้องหาทางทำอะไรหนีความซึม เช่น ไม่นอนที่นุ่มนาน ไม่ไหลไปกับทีวีนาน ล้างหน้า ล้างตัว ประมาณนั้น ส่วนฟุ้ง การระลึกรู้ว่าเผลอไปได้บ่อยๆนี่ล่ะ ที่ช่วยให้ไม่จมกับความทุกข์และความฟุ้งซ่านนาน ขอแค่รู้เท่านั้น แล้วต้องตัดใจ เมื่อก่อน รู้ว่าฟุ้งแล้วต่อรอง ขอคิดต่ออีกหน่อยเพราะมันมีความสุข มันเพลิน เดี๋ยวนี้ต้องดุมัน ไม่ให้คิด คิดแล้วรีบรู้ จะเพ่งจ้องอะไรก็เอาไว้ก่อน พอจะได้แต้มมาบ้างแต่ไม่ได้ทำได้ตลอดหรอก

 

บางที ไม่แน่ใจว่าตัวเองภาวนาสะเปะสะปะหรือเปล่า จะต้องหากัลยาณมิตรมาช่วยตรวจสอบบ้างมั้ย? แต่ที่แน่ๆ คือ ยังต้องต่อสู้กับความขี้เกียจและกามต่อไป รักสบาย ทั้งกิน นอน ดูรายการโปรด อ่านอะไรต่อมิอะไร เล่นเน็ต อะไรทั้งหลายพวกนี้ที่ดึงเวลาไปเยอะ และต้องพยายามดึงเวลาระหว่างวันมาระลึกรู้ให้บ่อยๆ รวมทั้งคุมเรื่องศีลทั้ง 2 ข้อนั่นด้วย

 

 

Comment

Comment:

Tweet