Q'3 2011

posted on 20 Sep 2011 19:27 by napas-ubsorn in Observe

เดือนก่อนไปอบรม แล้วส่งไฟล์ไปให้กลุ่มเพื่อนที่ทำงานเก่า เพื่อนคนหนึ่งส่งเมลล์มาขอบใจ เป็นคนที่เราเจอตอนไปสวนสันติธรรมครั้งแรก ตอนนั้นยังนึกอิจฉาที่เขาได้เจอลพ.ตั้งแต่สวนโพธิ์ เขาพาเราไปลงชื่อเข้าพักภาวนา แนะนำว่าต้องไปเอาบัตรเพื่อส่งการบ้านที่ไหน ไปถามคำถามคุณแม่นุชตรงไหน ดีใจที่ได้เจอกันนะ หลังจากนั้นก็ไม่เจอเขาที่สวนสันติธรรมอีกเลย แต่เดาว่าคงไปคนละวัน 

มาเจอทาง email เลยถามเรื่องการเจริญสติว่าไปถึงไหนแล้ว เธอบอกว่า แทบไม่ได้ไปวัด แทบไม่ได้เจริญสติเลยเพราะเปลี่ยนที่ทำงานและงานยุ่งมาก 

เราเลยเล่าเรื่องอาจารย์น้องที่ทำให้เรามีแรง เล่าคร่าวๆถึงเรื่่องงานและการตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางการงานของตัวเอง เธอถามว่า มีงานที่ไหนแนะนำบ้าง เอาแบบไม่ยุ่งเท่าที่เจออยู่ ตอบกลับไปว่า เราเปลี่ยนงานมาไม่บ่อยนักหรอก แต่ก็พอเห็นว่า งานที่ไหนก็มีปัญหาทั้งนั้น งานหนักก็เรื่องหนึ่ง ปัญหาเรื่องคนก็อีกเรื่อง ปัญหาทางใจของตัวเราเองนี่ล่ะเรื่องใหญ่ เซ็งกับงานบ้าง เซ็งกับคนบ้าง ว่ามั้ย? เธอเลยตอบกลับมาว่า เจอกันที่ศาลาลุงชินเดือนถัดไป และก็ได้เจอกับเธอจริงๆ  Cool

 ....... 

มีเพื่อนร่วมงานในบริษัทในเครือ มาขอ add เป็นเพื่อนใน Facebook ก็พยายามบ่ายเบี่ยง ไม่ชอบรับ add จากคนที่ทำงาน แต่เธอไม่มีเพื่อนจริงๆ และอยากฝึกเล่นเพราะเล่นไม่เป็น เลย...ยอมก็ได้

วันหนึ่งเธอแวะเข้ามาหา พร้อมบอกว่า ไม่คิดว่าเรามุ่งมั่นกับเรื่องการปฏิบัติธรรม เราเลยบอกว่า นี่ล่ะ สาเหตุหนึ่งที่ไม่อยากให้คนมารู้กิจกรรมยามว่างของเราหรือความสนใจของเรา ผู้คนมักมีภาพของนักปฏิบัติธรรมและมีความคาดหวังต่างๆนานา เราไม่อยากลำบากใจที่จะต้องมารับมือกับความคาดหวังเหล่านี้ แต่เธอบอกว่า เธอสนใจเรื่องการปฏิบัติธรรมของเรา มันต้องทำยังไง ความเจ้าโทสะของเธอถึงจะลดลงได้ ก็แนะนำไปพร้อมให้ซีดีไปหนึ่งแผ่น บอกว่า ฟังอย่างเดียวแต่ไม่ฝึกลองสังเกตจิตใจตัวเองดู คงจะไม่ได้อะไรหรอกนะ และไม่ใช่ลองฝึกแค่อาทิตย์ สองอาทิตย์ ยังขี้โกรธอยู่เหมือนเดิม ก็ไม่เอาแล้ว ยอมแพ้แล้ว เพราะมันต้องใช้เวลา (พูดไป นึกสอนตัวเองไปเหมือนกัน) เธอบอกว่า ไม่รู้จะมีเวลาฟังรึเปล่า เราเลย...ทำใจ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยคาดหวังอะไรกับใครแล้ว

 .....

บันทึกเรื่องอาจารย์น้องก่อนดีกว่า บางคนเรียกเขาว่าครู เราเรียก (ในใจ) ว่าอาจารย์น้อง อาจารย์น้องเป็นลูกศิษย์ที่ลพ.มอบหมายให้มาสอนได้ เราเจออาจารย์น้องวันแรกในวันที่ตั้งใจไปเวียนเทียนวันอาสาฬหบูชาที่สวนสันติธรรม ผู้คนคงมาขอคำแนะนำจากเขามากจนกว่าจะเลิกก็เป็นเวลาที่เรากินข้าวกลางวันเสร็จกลับเข้ามา น้องคนหนึ่งเข้าไปขอคำแนะนำ เรานั่งฟังอยู่ตรงขั้นบันได ความที่เขาจะรีบไป เขาเลยให้คำแนะนำสั้นๆว่า

-       สำรวจตัวเองว่า เป็นแบบไหน กามสุขัลลิกานุโยค หรือ อัตตกิลมถานุโยค (เราแอบนึกในใจว่า เฮ้อ...ก็ต้องกามสุขัลลิกาน่ะสิคะ Kiss)

-       การทำในรูปแบบอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากๆๆๆๆๆ (อาจารย์น้องบอกว่า ผมเน้นไม้ยมกหลายๆตัวเลยนะครับ)

-       .... จำไม่ได้แล้ว 

คำว่า “ผมเน้นไม้ยมกหลายๆตัวเลยนะครับ” นี่ล่ะ ที่ทำให้เรามีวินัยกับการปฏิบัติในรูปแบบได้ เมื่อก่อนจะมีข้ออ้างว่า วันนี้อย่างนั้นอย่างนี้ หรือ วันหยุดนี้ต้องไปอยู่บ้านนี้ สถานที่เปลี่ยนไป ทำให้ทำในรูปแบบไม่ได้เหมือนเดิม คราวนี้ไม่มีข้ออ้าง อยู่ที่ไหนก็ดัดแปลงได้ จะมีที่เดินจงกรม 5 เมตร 10 เมตร หรือ 50 เมตร ที่ไหนก็ทำได้

 

ผ่านไปหนึ่งเดือน คราวนี้มีโอกาสไปนั่งฟังการสนทนาธรรมอย่างใกล้ชิด ระหว่างการสนทนา อาจารย์น้องหันมาถามด้วยความสีหน้าเป็นกังวลว่า พี่เข้าใจมั้ย? ตามทันมั้ย? อืม...เรารู้สึกว่าเป็นตัวโง่งมชอบกล เป้าหมายในการปฏิบัติธรรมของเราคือ รู้สึกตัว ซึ่งอาจารย์น้องเปรียบว่า เหมือนพี่หุงข้าวสามนาทีสุก ซึ่งขาดความซาบซึ้งในการปฏิบัติธรรมเกินไป ว่าแล้วอาจารย์น้องก็ให้ประโยคที่ควรระลึกไว้บ่อยๆคือ “สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้”

ส่วนตารางเวลาในการปฏิบัติในรูปแบบ อาจารย์น้องพยักหน้าโอเค ดีครับ แม้ว่าจะบอกว่า ในระหว่างวันก็หลงไปซะมาก เขาก็...ดีครับ (ไอ้เราออกจะทำหน้าเหวอ มันจะดีไปได้ยังไง?)

เข้าใจว่า อาจารย์น้องให้ปฏิบัติด้วยความสบาย รู้ด้วยความสบาย ไม่เพ่ง ไม่ต้องหมายมั่นปั้นมือว่าต้องรู้ให้ชัด เพราะ “รู้นั้น บางเฉียบ เงียบกริบ” ตัวโง่งมก็เลย ลัลล้าได้ต่อไป … จริงๆคือ รู้สึกว่าจิตใจสบายมากขึ้น ปฏิบัติแบบตัวโง่งมแบบนี้ล่ะ สบายดี  Smile

 

ชีวิตในใตรมาสนี้กับการมีวินัยเช้าเย็นและไม่เลือกสถานที่ แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ยังไม่นับการตั้งใจทำงาน จิตแส่ส่ายไปเรื่องอื่นน้อยลงระหว่างวัน นอกจากฟุ้งซ่านกับตัวงาน หลายครั้งที่รู้สึกว่าทำงานทั้งวัน ตอนเย็นต้องเพลียแน่ๆ พอตกค่ำ มันก็ไม่เพลียอย่างที่คิด เว้นแต่บางวันที่มีปัญหากับผู้คนกลับมา ก็นอนก่อนเวลาบ้างมีเหมือนกัน ไม่ได้บังคับว่าชั้นจะต้องอยู่กับตารางเวลา ไม่ไหวก็นอนเลย การนอนเป็นการแก้ปัญหาได้ดีอย่างหนึ่งเพราะพอตื่นมาก็สดชื่น มีแรงดี แต่ก็เหลวไหลน้อยลง  เวลาที่ตั้งใจไว้ที่ผ่านมา 2-3 เดือนนี้ ทำได้สัก 80% แค่นี้ก็ดีมากมายแล้วสำหรับตัวขี้เกียจอย่างเรา ตอนเช้าจะเป็นเวลาที่ดีมาก ส่วนตอนเย็นยังฟุ้งอยู่มาก อ้อ..อีกอย่างที่ตื่นได้ตามเวลานาฬิกาปลุกก็คือ เอานาฬิกาไปไว้ไกลมือ แบบที่ต้องลุกไปกดปิด แค่นี้ก็ลุกได้แล้ว ลุกแบบนี้มักจะกลับไปนอนยาก ส่วนที่จะลุกเองน่ะเหรอ...น้อยมากๆ มักจะอ้างว่า ชั้นนอนขยับเท้าไปเรื่อยๆก็ด้าย Frown

(เวลาเช้า จากเดิมตื่นตีห้ากว่าๆ และบางทีลากยาวไปเกือบหกโมง ปรับมาเป็นเกือบๆตีห้าและเดือนนี้ ปรับมาเป็นตีสี่ครึ่ง ยาวไปเกือบเจ็ดโมงเช้า ส่วนเย็นนี่ อาจจะเริ่มหลังสามทุ่ม หรือไม่ก็สองทุ่ม (น้อยวัน) เข้านอนก่อนห้าทุ่ม เอาแน่อะไรไม่ได้ ยังเหลวไหลอยู่)

อีกอย่างคือ วันหยุดของมนุษย์เงินเดือน ไม่ใช่วันพักผ่อนเหมือนเก่า คืนวันศุกร์กับวันเสาร์จะอยู่กับรูปแบบมากเป็นพิเศษ บางทีอยากจะไม่นอน แต่มันก็ยังทำไม่ได้ เอาเป็นว่า ไม่มีการนอนเล่นระหว่างวันเหมือนก่อน ไม่มีการนั่งลอยๆเย็นใจไปเรื่อย ต้องหากิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายไปได้ทั้งวัน และไม่ได้รอคอยวันศุกร์เหมือนก่อน ปกติเป็นพวก TGIF และป่วยใจในวันจันทร์ แต่ไตรมาสนี้ อาการที่ว่าหายไป วันศุกร์หรือวันจันทร์มีผลกับการชอบ/ไม่ชอบน้อยลงมาก (แต่ก็ยังมีอยู่)

...........

สภาวะแปลกๆ ที่ติดใจก็มีผ่านเข้ามาบ้าง อย่างเช่น 

ตอนกลับบ้านต่างจังหวัด ไปนั่งสมาธิหน้าห้องน้ำ คือ ที่ทางมันมีจำกัด ออกจากห้องนอนที่นอนรวมกัน ก็มาเป็นที่ตากผ้า เก็บผ้าของบ้าน และมีห้องน้ำใหญ่อยู่ตรงนั้น ตื่นมาเลยมาเดินจงกรมตรงที่เก็บผ้าแล้วนั่งแปะนั่งสมาธิ นั่งไปเรื่อยๆ แป๊บหนึ่งไประลึกถึงความตาย แล้วก็รู้สึกว่า ความตายมันอยู่ตรงหน้านี่เอง ความรู้สึกมันเข้มข้นมาก เพราะเมื่อมานึกถึงความตายในตอนหลัง มันก็ไม่มีความรู้สึกเสมือนจริงเหมือนตอนนั้นอีก เป็นเรื่องที่แปลก

เป็นภาวะที่รู้สึกว่า ถ้าก้าวข้ามอะไรไปสักอย่างหนึ่ง แค่ก้าวเดียว ก็เป็นความตาย แต่ไม่ได้รู้สึกว่าความตายน่ากลัว จะว่ารู้สึกตัวอยู่ก็เป็นได้ รู้ว่าร่างกายนั่งอยู่แต่ไม่อาลัยกับตัวที่นั่งอยู่ เหมือนร่างกายตรงส่วนอกส่วนบ่ามันไม่มีน้ำหนัก เป็นเค้าโครงของร่างนั่งอยู่ตรงนั้น ส่วนจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หนัก ไม่อึดอัด ไม่ตื่นเต้น ไม่แปลกใจ ไม่กลัว เหมือนดูมันอยู่เฉยๆ หากแต่ในความเฉยๆนั้น รู้สึกอยู่ว่า จิตใจ ความเป็นตัวตนนี้แหละที่มันยึดแน่น ถ้าก้าวข้ามภพไป สิ่งที่ยังยึดมั่นอยู่จะติดไปด้วย ยังไงมันก็จะไปด้วยกัน พอความรู้สึกว่าเจอกับอะไรที่อยู่ตรงหน้าผ่านไป ร่างกายก็กลับมีน้ำหนักขึ้นมา 

ฟังที่ลพ.สอนเมื่อต้นปี ถ้าทำสมถะจะเจอนิมิต ถ้าทำวิปัสสนา จะเจอวิปัสสนู ไอ้ที่แย่คือ เราไม่รู้ว่าเราเจออะไร นั่งดูตัวเองหายใจไปเรื่อย น่าจะเป็นสมถะมั้ง เพราะลืมดูลมหายใจไปแล้ว หรือไม่ก็...จินตนาการเสมือนจริงที่เข้มข้น Embarassed

ก็ไม่ได้ไปถามอะไรใคร รู้ว่าเป็นสภาวะอย่างหนึ่งที่ได้เจอ ถ้าจะต้องตายจริงๆ สติจะอยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนตอนนั้นรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่คงจะวนเวียนอยู่ในสังสารวัฎนี้ต่อไป เพราะมันยึดภาวะความเป็นตัวตนไว้เหนียวแน่นมาก

.....…

ฟังลพ.ตอบคำถามใครสักคนว่าเห็นวิถีจิต เราว่าเราเป็นอย่างนั้น จริงๆมันเกิดมานานแล้วเมื่อสองปีก่อน เห็นหนูนอนตายในห้องน้ำ ตอนแรกเห็นรูป ต่อมาสัญญามันแปลความ ต่อมาใจเริ่มปรุงว่าชอบ ไม่ชอบ อารมณ์โดเรมอนเข้าสิง แต่ระงับอาการได้ (ถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องกรี๊ดบ้านแตกแน่  Cry )

หรือตอนนี้ บางทีส่องกระจกมองตัวเองในห้องน้ำ เห็นรูป แปลความ ชอบใจ แต่..มันเร็วมากๆๆๆๆ มันเกิดขึ้นเร็วมากๆ ไม่เหมือนที่ใครบรรยายว่าเหมือนภาพ slow motion สักหน่อย 

และเราก็รู้สึกไม่ค่อยสนใจแล้ว ว่าการบ้านของใครจะเป็นยังไง ไม่หวังว่าจะเดินเร็วเหมือนใครๆ บางที เราคงเจียมตัวพอสมควรว่ายังเป็นตัวโง่งมอยู่ เอาแค่ที่ทำอยู่ไปก่อนก็พอ 

.......... 

มีวันหนึ่งที่ถูกควันบุหรี่ของเพื่อนข้างห้องรมควันตอนอาบน้ำ(ห้องน้ำเล็กๆถูกออกแบบทางระบายอากาศให้รับลมจากทางนั้น) ร่างกายมันดิ้นมาก ดิ้นรนแต่งตัว ล้างตา ปิดประตูห้องน้ำ เปิดประตูห้องนอนไปหาอากาศหายใจข้างนอก ระหว่างที่ยังแสบตาอยู่ มันนึกทบทวนว่า ใจไม่ยักเคือง ความโกรธแค้นในใจมันหายไปตอนไหนกัน เมื่อก่อนเราสาปแช่งเขามาก ขอให้เป็นมะเร็ง (ซึ่งเราอาจจะเป็นก่อน  Foot in mouth ) ขอให้ชีวิตไม่มีความสุข ขอให้เลิกกับเมียคนปัจจุบัน ขอให้.... ไม่รู้จริงๆว่ามันหายไปตอนไหน แต่ประมาณเดือนสองเดือนนี้ล่ะ ณ จังหวะนั้น มันแค่รู้ว่าร่างกายวิ่งไปวิ่งมาจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้า ใจมันดิ้นรนเร่งรีบต้องเอาตัวไปทำงานให้เสร็จแต่ไม่มีอารมณ์โกรธ เกลียดแบบเก่า เอาร่างกายไปหายใจได้ก็จบงาน แต่นะ อะไรๆก็ไม่แน่ เราอาจจะกลับมาสาปแช่งเขาอีกก็ได้ ใครจะรู้ 

หรืออาจเพราะเรายอมรับเรื่องกรรม ย้ายห้องก็ไม่ได้เพราะห้องเต็ม จะย้ายที่พักก็ไม่แน่ใจว่าจะหนีเสือปะจระเข้มั้ย จะย้ายที่ทำงานก็ยังไม่มีโอกาส ยอมรับกับการจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นไปก่อน และวิธีการจัดการของเราคือ มีวินัยกับการออกกำลังกาย เดินเร็วๆวันละหนึ่งชั่วโมงทุกเช้า ได้ทั้งเดินจงกรมและได้ทั้งสุขภาพที่ดีขึ้นที่เอามาต่อต้านควันบุหรี่ 

ก็พยายามหาอะไรมาแปะหน้าต่างเล็กๆนั่นช่วงอาบน้ำจะได้กันควันบุหรี่ ยังไม่มีอะไรที่กันได้จริงจังและไม่ค่อยได้เจอเหตุบังเอิญแบบนั้นบ่อย อา.ละครั้งสองครั้งเห็นจะได้

"เมื่อได้รับความทุกข์ กลุ้มใจแล้ว
ก็บอกว่านี่แหละเราเคยทำไว้เช่นใดแล้วเราก็ได้รับอย่างนี้แหละ
เราก็พอใจยินดีกับกรรมของเราแล้ว เราจะไม่ทำกรรมชัวนั้นขึ้นอีกต่อไป
กรรมที่มันมีอยู่แล้วแต่ก่อนก็ค่อยๆ หมดไป ๆ ไม่ให้กรรมใหม่เกิดขึ้นมาอีก
นี่จึงจะถูก ถูกหนทางที่พระพุทธเจ้าท่านสอน
อย่าได้สร้างกรรมเวรต่อไปอีก จะเกิดภพเกิดชาติไม่มีที่สิ้นสุดลงได้" หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

 ........... 

อีกตัวอย่างของการยอมรับตามจริง คือ ใจมันคิดไม่ดี ระหว่างนั่งเปิดเอกสาร ใจมันคิดไม่ดีกับคนโน้น คนนี้ ชั้นไม่ได้อยากคิดแบบนี้ ทำไมเป็นแบบนี้ ยิ่งเอ๊ะ.. มันก็ยิ่งคิด ผุดขึ้นมาๆๆ เหมือนแกล้ง แล้วจิตมันพลิก เออ..อยากคิดก็คิดไป ตัวหนึ่งคิด ตัวหนึ่งดู  ดูแบบชายตาดูด้วยเพราะมือยังเปิดเอกสารทำงานต่อไป แล้วตัวที่คิดมันก็อ่อนแรงลงไป มันอาจเป็นปัญญาที่คิดเอาว่า รู้แล้วว่าบังคับไม่ได้ ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่การคิดเอาเองอย่างเดียว แต่เป็นการยอมรับของใจด้วยว่า เออ...รู้แล้วว่าบังคับไม่ได้ อยากคิด คิดไป

จริงๆ ลักษณะแบบนี้ มันเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ความคิดหลายเรื่องที่พอรู้แล้วไม่เคยเป็นกลางกับมัน อยากจะให้มันหาย ดิ้นรนจะ”ทำ” อะไรสักอย่างให้มันหาย พอดิ้นจนเหนื่อยใจ ยอมรับมันเฉยๆว่าอยากคิดก็คิดไป มันก็เท่านี้จริงๆ แต่ทำไม...มันไม่ยอมรับอย่างนี้ตั้งแต่แรกน้า Foot in mouth

หรือเรื่องเห็นอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นแล้วจางไป ก็มีเป็นช่วงๆ มักจะรู้ได้ดีเวลาเดินออกกำลังกายตอนเช้ามืด ส่วนการเห็นความสุขที่ค่อยๆจางไป ความรู้สึกเหี่ยวๆใจจะเข้ามาแทรกบ้างบางครั้ง

......

ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์หลายท่าน คุณหมออมราเล่าเรื่องสนุก และให้กำลังใจเอามาใช้ อย่างเวลาที่ขี้เกียจทำในรูปแบบ ก็จะนึกถึงคุณหมอที่บอกว่า ต่อรองกับมันหน่อย ขออีก 10 นาที พอครบแล้ว ขอต่ออีกหน่อย มีอยู่คืนหนึ่งที่ขี้เกียจมาก ต่อรองไปอย่างนี้จนเกือบชั่วโมง …. ลืมเตือนคนผ่านมาอ่านว่า blog นี้เป็นเรื่องเล่าของคนขึ้เกียจ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยค่า Kiss 

อีกประโยคที่คุณหมออมราเล่าถึงหลวงตาก็คือ “สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อย” 

หรือเวลาที่อาบน้ำ คุณหมอเคยกอง "พุทโธ" ไว้หน้าห้องน้ำ จนถูก พอจ.เตือนว่าต้องมีสติติดตัวตลอด เวลาเราอาบน้ำ นึกถึงเรื่องที่คุณหมอเล่าได้บ่อยๆ ก็เตือนตัวเองได้ดี

แล้วก็เรื่องที่กลัวว่าจะเป็นอัตกิลมถานุโยค คุณหมอให้ลองดูกับมันสักตั้งซิ ลองเดินไปสุดขอบของความทรมานตัวเอง อดนอน อดกิน อะไรทั้งหลาย ว่ามันเป็นการทรมานแค่ไหน ร่างกายเราทนไม่ได้จริงๆรึ รึว่ากิเลสมันหลอกเรา (เราว่า คุณหมอก็รู้ล่ะว่า พวกขี้เกียจมีอยู่มากและมักหาข้ออ้างดีดีให้ตัวเองเสมอ) และเรายังไม่เคยเดินไปถึงครึ่งของเส้นเขตแดนที่ว่า อย่าว่าแต่จะให้เดินไปถึงขอบของมันเลย

ก็ยังเป็นพวก ขี้เกียจหลาย ฟุ้งซ่านหลาย โง่งมหลายอยู่

วันนี้ผ่านไปอ่านที่ลพ.เคยเขียนใน blog สมัยที่ท่านเป็นฆราวาส

จากการที่ผมจำอดีตได้ยาวไกลมาก จึงได้ข้อสรุปมาอย่างหนึ่งว่า
นิสัยของคนเรานั้น หมื่นปี ก็ยังแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย
เว้นแต่จะตั้งอกตั้งใจพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง จึงจะพัฒนาไปในทางที่ดีได้

 

คนที่เคยขี้เกียจมาอย่างไร ก็มักจะขี้เกียจอย่างนั้น
แล้วก็จะขี้เกียจต่อไปอีก คนที่ชอบศึกษาปริยัติธรรม
ก็จะชอบศึกษาปริยัติธรรม แล้วชาติหน้าก็จะชอบอย่างนั้นอีก
 
สิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงคนได้เร็วที่สุด คือการเจริญมหาสติปัฏฐาน

แต่เอาเถอะ ปลอบใจตัวเองเสมอว่า ชั้นยังไม่ได้ไปไหนไกล ยังเกาะรั้วครูบาอาจารย์ ยังเกาะแขนจูงมือสหายทางธรรมบนทางสายนี้อยู่

 

แค่นี้ล่ะ ไตรมาสนี้ สรุปว่าดีขึ้น...  นิดนึง ^_^

 

.

edit @ 21 Sep 2011 20:29:47 by + บุหงาส่าหรี +

Comment

Comment:

Tweet

ประกาศ...

ชายหนุ่มข้างห้องที่สูบบุหรี่ทุกคืน ตั้งแต่โกรธมาก แค้นมาก จนใจคลายลงมาหาวิธีอยู่ร่วมกับควันบุหรี่ได้ มองหน้าแล้วไม่รู้สึกอยากสาปแช่งอีกต่อไป...จนน้ำท่วม บริจาคของกินผ่านทางพ่อบ้านที่หอให้เข้าห้องไปขนมาให้คนที่ยังเหลือในตึก (ซึ่งรวมเขาด้วย)

ตอนนี้ ได้ย้ายออกไปแล้ว มีผู้หญิงมาอยู่แทน ไม่น่าจะสูบบุหรี่ แต่..อะไรๆก็ไม่แน่นอนนี่นะ big smilebig smile ขอดีใจสักสองวันก่อนละกัน

Pre New Year Gift confused smile
มีทั้งอาจารย์พี่ อาจารย์น้อง (อมยิ้ม)

ย้อนกลับไปอ่านดูใหม่ช้า ๆ
แล้วลองคิดว่า เป็นข้อเขียนของคนอื่นดู

แล้วย้อนกลับมาเป็นตัวเอง
เปรียบเทียบตัวเองเมื่อก่อนภาวนา
เมื่อเจอพี่ีครั้งแรกที่บ้านอารีย์
แล้วค่อยฟันธง

ภาวนาไม่ได้จะเอาอะไร
การมีวินัย มีใจที่มั่นคง เป็นเหตุ (ให้หมั่นทำ)
ผลจะเป็นอย่างไร

"จิต" จะประมวลผลเอง เป็นคำตอบสุดท้ายจ้า

#3 By สาวิกา (171.96.15.216) on 2011-09-23 21:36

เขียนหัวข้อเก็บไว้เรื่อยๆน่ะพี่ไก่ ช่างจด ช่างจำ เลยช่างฟุ้งซ่าน

รู้สึกว่าดีขึ้นนิดนึงจริงๆนะพี่ไก่ การมีวินัยมันทำให้ใจเข้มแข็งขึ้น อันนี้ที่เห็นว่าดี ส่วนที่เหลือคือแค่ขยันรู้ ชกผิดชกถูกก็ยังได้ฝึกชกน่ะค่ะ

ขอบคุณอาจารย์พี่ ที่ให้ความเมตตาอยู่เสมอนะคะ big smile
ไตรมาสนี้ เขียนได้ยาวดี
ช่างเก็บรายละเอียดได้มากมาย
(ตรงนี้แหละ) .... ?

อ่านมาตลอด ลงท้ายไม่ใช่แล้ว
ที่สรุปว่า ดีขึ้น "นิดนึง"
ไม่ใช่ ฟันธง ๆ

เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายแล้ว
รู้ (สึก) ตัวหรือป่าว

#1 By สาวิกา (115.87.122.95) on 2011-09-21 20:55