ฆ่า บูชายัญ

posted on 08 May 2011 10:01 by napas-ubsorn in Dham-book

นั่งอ่านหนังสือ “อนันตชีโน” เกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้า หลังจากที่ท่านออกจากวัง ท่านเสด็จไปมคธรัฐเพื่อตามหาอาจารย์ ระหว่างทาง ท่านเห็นแกะและแพะฝูงใหญ่ถูกต้อนไปทางเมือง ปลายฝูง มีลูกแกะขาเจ็บมีเลือดไหล ท่านสังเกตเห็นแม่แกะพะวงหน้าพะวงหลังเป็นห่วงตัวที่เจ็บและลูกเล็กๆอีกหลายตัว ท่านจึงอุ้มลูกแกะแล้วเดินตามฝูงแกะเข้าไปในเมือง

คนที่ต้อนแกะได้ทูลท่านว่า เขาทำตามคำสั่งให้นำแกะและแพะอย่างละหนึ่งร้อยตัวไปสู่พระนครเพื่อประกอบพิธีบวงสรวงบูชายัญ เจ้าชายสิทธัตถะจึงเสด็จตามไปด้วย

เมื่อไปถึง ใกล้แท่นบูชามีแกะตัวหนึ่งถูกมัดไว้จนแน่น มีน้ำตาไหลออกมาเมื่อเห็นความตายอยู่เบื้องหน้า ขณะที่นักบวชกำลังเงื้อมีดขึ้น เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงก้าวออกไปแล้วตรัสกับพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นประธานในพิธีให้หยุดก่อน ด้วยพระลักษณะอันสง่าของพระองค์ ได้ครอบงำความรู้สึกของคนในพิธี การกระทำของนักบวชจึงถูกยับยั้งให้สะดุดลงทันที พระองค์ถามนักบวชว่า “พวกท่านหวังประโยชน์อันใด จากการเซ่นสรวงบูชาด้วยชีวิตสัตว์ผู้บริสุทธิ์มากมายเหล่านี้”

นักบวชตอบว่า “ชีวิตสัตว์เหล่านี้ จะสามารถไถ่โทษบาปเวรเคราะห์กรรมของผู้ที่นำมันมาเซ่นสังเวย เลือดเนื้อของมันจะทำให้เทวะผู้ยิ่งใหญ่ทรงพอพระทัย และพระองค์ก็จะประทานพรแก่พระราชาของเรา ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ก็จะพลอยได้รับความคุ้มครองด้วย”

เจ้าชายสิทธัตถะตรัสตอบว่า “นั้นเป็นเพราะความหวังประโยชน์ของมนุษย์แต่ฝ่ายเดียว ก็แล้วสัตว์ทั้งหลายที่ต้องถูกฆ่าอย่างทรมาน จะถือเป็นความชอบธรรมดีแล้วกระนั้นหรือ”

นักบวชโต้แย้งว่า “พวกมันไม่ได้ตายไปเปล่าๆหรอก สัตว์ที่ถูกฆ่าเพื่อการเซ่นสรวงเทพเจ้า วิญญาณของมันจะได้ไปสู่สุคติเสวยสุขในแดนสวรรค์ชั่วนิรันดร”

“ท่านเชื่อมั่นว่า การบูชายัญให้ผลเช่นนั้นจริงหรือ”

“แน่ซิ แน่นอนที่สุด”

เจ้าชายสิทธัตถะกล่าวต่อบรรดานักบวชว่า “พวกท่านยืนยันเช่นนี้ดีแล้ว ในที่นี้ ทุกคนล้วนมุ่งหวังให้ตนเองและบุคคลอันเป็นที่รักสามารถพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวง และได้เสวยสุขในสวรรค์ใช่หรือไม่”

“ใช่ เป็นอย่างนั้น” นักบวชและมหาชนที่ห้อมล้อมในพิธีต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน

 

พระผู้ทรงมหากรุณาธิคุณจึงมีพระดำรัสต่อไปว่า “หากการฆ่าบูชายัญต่อเทพเจ้า มีผลประเสริฐกับทุกฝ่าย ถ้าเช่นนั้น ไม่เป็นการดีกว่าหรือ หากท่านจะนำเอาบิดามารดา อันเป็นที่รักของตน มาฆ่าบูชายัญเพื่อที่ท่านเหล่านั้นจะได้ไปพบความสุขบนสวรรค์เสียแต่วันนี้ แทนที่จะใช้สัตว์มากมายมาเป็นเครื่องบูชา และจงสั่งให้สานุศิษย์บริวาร นำเอาตัวท่านมาบูชายัญด้วย เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่สวรรค์ โดยมิต้องเสียเวลามาบำเพ็ญถือบวชให้ลำบากเสียเปล่าๆ เพราะผู้ฆ่าย่อมพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวง และผู้ถูกฆ่าก็จะได้ไปสู่สุขคติ ได้เสวยสุขในแดนสวรรค์อย่างที่ท่านพูด การกระทำอย่างนี้ย่อมดีกว่ามิใช่หรือ”

 

ด้วยพระวาจาอันเที่ยงธรรมและทรงไว้ซึ่งเหตุผล ได้ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในที่นั้นอย่างสิ้นเชิง หัวหน้านักบวชและสานุศิษย์ต่างนิ่งอึ้ง แล้วพระองค์ทรงแก้มัดให้แกะนั้นหลุดไป หามีใครขัดขวางไม่

 

เมื่อทุกคนสงบนิ่ง พระองค์จึงตรัสต่อว่า “การฆ่าสัตว์นั้น ใครๆก็อาจทำได้ แต่เมื่อชีวิตถูกทำลายไปแล้ว การจะทำให้มันกลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตดังเดิม หามีใครทำได้ไม่ มนุษย์ควรเป็นผู้ให้ความกรุณาต่อสัตว์ด้วยเหตุว่า มนุษย์ย่อมเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย ทั้งทางอำนาจและสติปัญญา ควรหรือที่เราจักใช้กำลังที่ตนมีเหนือกว่า ไปปล้นเอาชีวิตอันเป็นที่รักของมันเสีย ควรหรือที่เราจักมาฆ่าผู้ที่ป้องกันตัวเองไม่ได้ สัตว์ทั้งหลาย แม้จะต่ำต้อยน้อยนิดปานใด ก็รักชีวิต กลัวต่อความตายเหมือนกัน ต่างรู้สึกเจ็บ รู้สึกทุกข์โศกยามต้องพลัดพราก เพียงแต่ไม่สามารถเอ่ยคำพูดขอความเห็นใจ คราวที่มนุษย์เองเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ยังร่ำร้องขอความช่วยเหลืออย่างเสียขวัญ แต่แล้วตนเองกลับมีใจเหี้ยมโหดกระทำทารุณต่อสัตว์ผู้ไม่อาจออกปากอ้อนวอน

 

ดูก่อนท่านทั้งหลาย มนุษย์และสัตว์ย่อมมีชีวิตเกี่ยวเนื่อง เอื้อประโยชน์ต่อกัน พวกท่านมิได้ไตร่ตรองเลยหรือว่า สัตว์เหล่านี้มีพระคุณต่อเราที่ได้ให้น้ำนมและปุยขนอันอ่อนนุ่ม ยังชีวิตและมอบความอบอุ่นแก่ร่างกายของเรา สัตว์นั้นมอบชีวิต มอบความไว้วางใจกับมนุษย์ผู้ซึ่งกลับตอยแทนมันด้วยการประหาร ด้วยการโยนบาปของเราไปทำลายชีวิตของมัน เพื่อความหวังที่จะไถ่โทษตน เป็นการสมควรแล้วหรือ ใครสร้างกรรมไว้อย่างไร ก็ต้องได้รับผลกรรมของตน นี่เป็นธรรมดา”

 

 

“ท่านทั้งหลาย โลกเรานี้จะมีสันติสุข จะงดงามยิ่งนัก แม้นว่ามนุษย์และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน จะอนุเคราะห์เกื้อกูลรักใคร่กันประดุจพี่น้องร่วมสายโลหิต ถ้ามนุษย์ปรารถนาจะได้รับความเมตตากรุณาแล้ว ก็ควรแผ่เมตตากรุณาออกไป อันเป็นกฏความจริงของโลก ผู้ใดปรารถนาจะให้ความสุขบังเกิดแก่ตนทั้งปัจจุบันและอนาคตสืบไป ก็ต้องไม่ทำความทุข์ให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย แม้ว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงไร ผู้ที่หว่านพืชแห่งความเศร้าโศก ทุกข์ทรมานลงไปแล้ว ก็จักได้เก็บเกี่ยวผลอันเกิดขึ้นดุจเดียวกัน”

 

 

เมื่อตรัสจบ พระองค์ก็เสด็จดำเนินจากไป หลังจากที่พระองค์จากไป นักบวชพากันดับไฟกองบูชา ปล่อยแพะและแกะไปเสียสิ้น

 

.....

การให้เหตุผลของพระพุทธองค์ ไม่ว่ายุคสมัยใด ใครที่ได้ฟัง คิดใคร่ครวญตามแล้วก็ต้องคล้อยตามอย่างหมดใจ Cool

 

Comment

Comment:

Tweet