Q'1 2011

posted on 29 Mar 2011 20:58 by napas-ubsorn in Observe
ครบรอบวันที่ส่งการบ้านกับตัวเอง ^_^  เหมือนมีอะไรต้องปั่นๆนิดหนึ่ง ไม่ต้องปั่นหน้าสวนแต่ก็ปั่นหน้าโน๊ตบุ้คได้เหมือนกัน
 
ต้นปีใหม่ เริ่มด้วยการเดินระยะไกล 4-5 กม.เกือบทุกวันแต่เพราะสถานที่เอื้อให้เดิน หลังจากผ่านวันหยุดยาวไปแล้ว มีแต่ทางระยะ 4 เมตรให้เดินแทน เวลาที่เดินในห้อง จะนึกถึงที่พอจ.ตั๋นเล่าตอนที่ท่านอยู่ลำลูกกา กฎิหลังเล็ก เสียงดังจากเครื่องบินและโรงงานใกล้วัด อากาศก็ร้อน ไม่มีต้นไม้ร่มรื่น ท่านก็เดินอยู่บนกุฎินั่นล่ะ อะไรก็ไม่สำคัญที่ใจ เฮ้อ...มันยากจัง
 
 
เรื่องภาวนาน่ะเหรอ? มันเอื่อย มันเฉื่อย ทำไปตามเวลาที่ต้องตื่นมาทำ เกินเวลาที่ควรตื่นเป็นประจำเพราะติดสบาย แต่ไม่เกินมากเท่าเมื่อก่อน สวดมนต์ทำวัตรเช้าเกือบทุกวัน บทที่ชอบมากสุดคือ สังเวคปริกิตตนปาฐะ (บทแสดงความสังเวช) สวดไป หลงไปแต่บทนี้จะพิจารณาความเป็นไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 ได้ทุกครั้ง ส่วนเรื่องสภาวะ มีแว้บๆครั้งเดียวให้จดจำตอนที่นั่งรถตู้ไปสวนฯตอนเช้ามืด นั่งหลับตารู้สึกตัวไปเรื่อยๆ ใจสบาย ไม่หนัก ไม่เพ่ง แล้วก็เห็นการเกิดดับ...ของอะไรไม่รู้ จะเป็นอารมณ์ก็ไม่รู้ว่าเป็นอารมณ์อะไร เรียกไม่ถูก ไม่โกรธ ไม่เศร้า ไม่รัก ไม่ดีใจ แต่รู้สึกได้เองว่านั่นล่ะคือมีอะไรเกิดขึ้นแล้วดับลง เกิดขึ้นอีกแล้วดับลงอีก ไม่ช้าแต่ไม่เร็วจนเกินไป เป็นระลอกเล็กๆอยู่ 4-5 ครั้ง แล้วก็กลับมารู้สึกตัวแบบที่ฝึกเป็นประจำ นึกสงสัยว่าแบบนี้หรือเปล่าที่ใครๆไปส่งการบ้าน ที่เคยฟังเขาพูดๆกันว่าเกิดดับ มันเป็นอย่างนี้เองน่ะหรือ? แต่ก็อธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไร ได้แต่สังเกตไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่ยักมีมาอีก

 

ช่วงเดือนมีนา สังเกตว่านั่งสมาธิได้นานขึ้น หมายถึงนั่งนิ่งๆได้นานขึ้น สักครึ่งชั่วโมงก็พอไหว ใจอาจจะแส่ส่ายน้อยลงบ้าง แต่จะให้ได้นิ่งเป็นอารมณ์เดียวนั้น ยังไม่ใช่ช่วงนี้แน่ ยังต้องฝึกไปอีกนาน เดือนละนิดก็ยังดี ดีกว่าที่กระดุกกระดิกได้ตลอดเวลา

 

เรื่องทุกข์ใจที่เกิดจากความคิดก็มีมาได้ตลอด มันโลภ มันอยากได้โน่น อยากเป็นนี่ ทำไงได้ ทุกข์หนักๆเข้าก็ยอมมันทีหนึ่ง เห็นแล้วล่ะว่าบังคับไม่ได้ พอใจเริ่มดีขึ้น เดี๋ยวก็คิดปรุงต่อ ทุกข์เกิดอีก หมุนไปแบบนี้ล่ะ

 

วันนี้ มีทำข้อสอบข้อเขียนที่หนึ่ง นั่งอยู่คนเดียว สถานที่ตอนนั่งทำข้อสอบช่างไม่เป็นทางการเอาซะเลย มีเด็กลูกคนทำงานแถวนั้นพูดจาเสียงดัง วิ่งไปวิ่งมาตลอด คนที่ทำงานอยู่แถวนั้นก็พูดกันแบบไม่ต้องเกรงใจเรา แถมยังมีคำบางคำพูดโยนไปมาเหน็บมาถึงเราผู้ไม่รู้จักกันมาก่อนด้วย นั่งดูนาฬิกา ข้อสอบยังเหลืออีกบาน ภาษาอังกฤษและเป็นเนื้อหาทางทฤษฎีเรื่องหนึ่งที่ลืมไปแล้ว อาศัยทบทวนจากเหตุผลที่ควรเป็นและประสบการณ์ที่ทำงานมา กว่าจะตอบได้แต่ละข้อก็เสียเวลาเอาหูไปฟังเสียงทางโน้นที ทางนี้ที เวลาที่เหลืออีก 20 นาที เลยหลบมาดูลมหายใจสักพัก ตามองกระดาษแต่จิตอยู่กับลมหายใจ แล้วทำต่อ เออ...มันเวอร์คแฮะ หูยังได้ยินเสียงอยู่ แต่ใจไหลไปไม่หมดทางก็กลับมาอยู่กับข้อสอบ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เสร็จช้าไป 5 นาที ไม่นึกว่าไอ้ลมหายใจที่ฝึกดูทุกวันๆแล้วไม่เคยพอใจที่ฝึกได้ไม่เอาไหนเลย จะเอามาช่วยในยามหงุดหงิดแบบนั้นได้ด้วย

 

วันไหนสักวันนี่ล่ะในช่วงที่ผ่านมา จู่ๆก็นึกถึงที่ลพ.เทศน์ว่า “หนูฝึกมาสามวันแล้ว ยังไม่เห็นมรรคผลนิพพานเลย” เราอยากรู้จังว่าสามวันของท่าน คือสามวันของเทวดาหรือเปล่า สามวันเทวดาน่าจะสามร้อยปีของมนุษย์มั้ง (เดาเอา ก็วันของเทวดายาวกว่าของมนุษย์นี่) แต่ถ้าเป็นสามวันของพรหม ก็...เอ่อ ยังไงก็ต้องทำต่อไปค่ะ เจียมเนื้อเจียมตัวขึ้นทุกวันว่า สามปี สามชาติ สามร้อยชาติก็ต้องทำต่อไปน่ะแหละ

 

ไตรมาสนี้ไปอุดรกับพี่พ้องน้องเพื่อน สนุกสนานกันดีแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ 2 วัน 1 คืน มีการบ้านงานของหลวงตาให้ได้อ่าน อ่านแค่ไม่กี่กัณฑ์เทศน์แต่ก็ซาบซึ้งกับคำสอนของท่าน ช่วงไตรมาสนี้ฟังธรรมของพอจ.ชยสาโร ฟังหลายตอน ท่านสอนสนุกดี อีกท่านที่ฟังเยอะคือ ดร.สนอง วรอุไร ฟังแล้วนึกถึงเทวดาประจำที่จอดรถ เวลาไปจอดรถบางที่ที่หาที่จอดยาก มักจะขอ..ขอนะคะ นึกในใจประมาณนี้ล่ะ แล้วก็นึกต่อว่า ขออีกแล้ว ให้ทำ..ไม่ได้ให้ขอ

 

เวลาไปหาหมอที่รพ.รามา จะเอารถไปจอดที่ก.การคลัง เช้าวันหนึ่ง ไปถึงแล้วพบว่าฝั่งที่จอดแล้วไม่มีรถขวางบางส่วนเต็ม บางส่วนมีเชือกกั้นไว้ คงจะสงวนที่ให้คนมาประชุม แอบเหี่ยวๆใจเพราะหาหมอไม่ถึงครึ่งวัน กลับมาเอารถคงจะออกยากเพราะที่นั่นจอดขวางกันอย่างโหด แทบไม่มีช่องให้ออก ยังไม่ทันดับเครื่อง รปภ.ก็เดินมาเลื่อนเชือกออก มีที่ว่างสองที่ข้างหน้าเราเป๊ะ แบบนี้ ไม่เรียกว่าเทวดาจัดสรรจะเรียกว่ายังไงล่ะคะ ส่วนอีกครั้ง ไปสายตามเคย ดันมีช่องว่างหนึ่งช่องที่เบี้ยวจนคนไม่จอดกันเพราะต้องไปเบียดคันอื่นแล้วเปิดประตูออกไม่สะดวก เราจอดได้เพราะเราไม่อยู่นาน

 

ส่วนวันอาทิตย์หนึ่งหลังจากฟังธรรมเสร็จ ไปที่ future park แล้วก็ลุ้นๆ เพราะวันหยุดคนเยอะมาก ขึ้นไปชั้นแรกปุ๊บก็เจอช่องว่างทันที จริงๆเต็มหมดแล้ว รถจอดขวางกันเต็มแถวเว้นแต่ช่องนั้นช่องเดียว พอจอดเสร็จ มีรถมาจอดขวางหน้าเราปิดแถวเต็ม ไม่เป็นไร ไปโอนเงินเข้าบัญชีโน้นนี้ บริจาคพิมพ์หนังสือธรรมะบ้าง ให้สภากาชาดเรื่องสึนามิบ้าง ซื้อผักเสร็จ ตอนเดินมาที่จอดรถก็นึกเซ็ง...เฮ้อ เดี๋ยวต้องเข็นรถยาวแน่ แต่ปรากฏว่า มีช่องว่างหน้ารถเราพอดิบพอดี ออกสบาย ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะมองว่าบังเอิญจริงๆ โชคดีจังเรา ตอนนี้ ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจ แต่ก็แผ่ส่วนบุญให้เทวดาประจำที่จอดรถไปเรียบร้อยแล้ว

 

สนุกดี สบายดี ผ่านไปแล้วอีกหนึ่งไตรมาสพร้อมกับความรู้สึกหลั่นล้าอยู่ได้หลายๆวัน คุณแม่นุชบอกว่า ราคะมันเคลือบก็ให้รู้ไป บางทีมันเคลือบ บางทีมันนิ่ง บางทีมันก็สงบดี ก็แค่นี้เอง เปรียบเทียบให้เห็นว่ามันกลับไปกลับมา ประมาณนี้ล่ะค่ะ

 


edit @ 7 Apr 2011 19:03:43 by + บุหงาส่าหรี +

Comment

Comment:

Tweet