มีน้องชายสองคน fw mail นี้มาให้พร้อมกันในวันเดียว อ่านแล้วดีมากๆๆ ต้องเอามาเก็บไว้เป็นตัวชี้วัดของตัวเองในการเดินไปสู่จุดหมาย

 

......

 

ถาม - ทำอย่างไรจึงจะภาวนาได้ก้าวหน้าไปกว่านี้ เพราะทุกวันนี้มันไม่เจริญขึ้นไปกว่านี้เลยครับ



เราเจริญสติหรือว่าเราภาวนาปฏิบัติธรรมก็เพื่อมรรคผลนิพพาน
ความเข้าใจเกี่ยวกับมรรคผลนิพพานต้องถูกต้องด้วยนะครับ
คือใจความสรุป การได้มรรคผลนิพพานก็คือทิ้งอุปาทาน
ทิ้งความรู้สึกว่ากายนี้ใจนี้เป็นของเรา เป็นตัวเรา

ถ้าภาวนาไปแล้วยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อะไรดีขึ้นสักที
ตรงนั้นต้องย้อนกลับไปปรับความเข้าใจกันใหม่นะครับ
ว่าเราภาวนาไปเพื่อเห็น เพื่อทิ้ง เพื่อที่จะไม่ต้องติดกับอุปาทานว่ากายนี้ใจนี้เป็นเรา เป็นของเรา
แม้แต่ความคืบหน้าคืบหลังอะไรก็แล้วแต่นะ มันไม่ใช่เรื่องของเรานะ
มันไม่ใช่เรื่องของตัวตน มันเป็นเรื่องของกาย มันเป็นเรื่องของจิต


ทีนี้ว่าถึงหลักการนะครับ ที่จะปรับปรุง ที่จะพัฒนา
พระพุทธเจ้าก็ให้หลักการสำรวจเพื่อพัฒนาความพร้อมไปสู่การบรรลุมรรคผล


เริ่มต้นกันเลย สำรวจตัวเองก่อนว่าสติดีแค่ไหน
ถ้าหากว่าคุณมีสติอยู่เรื่อยๆ เป็นอัตโนมัติ อันนั้นดีนะครับ
แต่ถ้าหากว่านานๆ ที สติถึงจะเกิด หรือว่าต้องบังคับให้มันเกิด อย่างนั้นก็ถือว่าสติยังอ่อนอยู่นะครับ
ก็ต้องมาสำรวจกันว่าทำอย่างไรสติถึงจะดีขึ้น
มันทุกอย่างเลยนะ ทั้งทางกายทางใจ ทั้งในเรื่องการรับผิดชอบการทำงาน
ทั้งในเรื่องของการที่เรามามีความใส่ใจสังเกตภาวะความเป็นไปของกายและใจในปัจจุบัน



ถ้าหากว่าเราสังเกตตัวเองว่าสติ มันดีแล้วหรือใช้ได้แล้วนะครับ
ก็สำรวจต่อไปด้วยว่า

 

สตินั้น มันเป็นสติไปเพื่อการเห็นแบบทื่อๆ หรือว่าเห็นสภาวะทางกายใจนี่กำลังปรากฏอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
ถ้าหากว่าสติของคุณไปเป็นไปเพื่อการเห็นว่ากายนี้ ใจนี้ ภาวะนี้ ที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
ตั้งแต่ลมหายใจ ความรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกสบาย ไปกระทั่งสภาวะของจิต มันฟุ้งซ่านอยู่หรือสงบอยู่
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถ้าปรากฏต่อสติของคุณโดยความเป็นของไม่เที่ยง
คุณไม่ได้ใส่ใจอะไรไปมากกว่าจะเห็นความแปรปรวน
ไม่ใช่สาระ ไม่ใช่แก่นสาร ไม่ใช่ตัวตนของมัน อันนั้นถือว่าใช้ได้
แต่ถ้าหากว่าสติของคุณรู้เข้ามาในกายใจ แล้วมีความรู้ทื่อๆ อยู่เฉยๆ
ไม่ได้เห็นอะไรไปมากไปกว่าจดจ้อง เข้าไปที่ตรงใดตรงหนึ่ง ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของกายของใจ
อันนั้นก็ยังไม่ถือว่าเป็นการพิจารณาธรรม ยังไม่เข้าหลักข้อสองว่าด้วยธัมมวิจยะ
 


หลักข้อสามนะครับ คือสำรวจดูว่าคุณมีความเพียรแค่ไหน มีวิริยะอุตสาหะแค่ไหน
ถ้าหากว่าหนึ่งวันมีความเพียรแค่ครั้งเดียวหรือสองครั้ง อันนั้นยังใช้ไม่ได้
แต่ถ้าหากความเพียรของคุณหมายถึงการที่เรามีความรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ มีนึกได้ขึ้นมาเมื่อไหร่ ว่า เออนี่ ตอนนี้มีสติอยู่หรือเปล่า หรือว่ากำลังเหม่อ หรือกำลังฟุ้งซ่านนะ นึกได้บ่อยๆ
การนึกได้บ่อยๆ การมีความพอใจที่จะนึกได้บ่อยๆ นะ ไม่ทอดทิ้ง ไม่ทอดธุระ ไม่ทอดหุ่ย
อันนั้นถือว่าเรื่องของวิริยะใช้ได้นะครับ ข้อสามผ่าน


ถ้าหากว่าผ่านไปแล้ว ข้อสี่ดูด้วยว่าความเพียรของคุณเป็นไปเพื่อความอึดอัดหรือความอิ่มใจ ข้อสี่นี่ก็เรียกว่ามีปีตินะครับ
ถ้าหากว่าความเพียรของคุณนำไปสู่การอิ่มใจ
การรู้สึกดี การรู้สึกเหมือนกับมีแรงบันดาลใจ มีปีติ อันนั้นถือว่าใช้ได้
แต่ถ้าหากว่าความเพียรของคุณนำไปสู่ความรู้สึกห่อเหี่ยว ความรู้สึกแห้งแล้ง
อันนั้นก็ต้องสำรวจกันใหม่ ว่าความเพียรของคุณน่ะเป็นสติที่ถูกต้องหรือเปล่า
มีความเข้าใจที่ถูกต้องหรือเปล่า มีการพิจารณาเข้าไปในธรรมหรือเปล่า หรือว่าสักแต่เห็นทื่อๆ นะครับ


เอาละถ้าสมมุติว่าข้อสี่ผ่านนะครับ มีปีติ มีความอิ่มใจ
ก็ต้องดูด้วยว่ากายใจของคุณมีความสงบระงับหรือเปล่า
ถ้าหากว่ากายใจของคุณมีความสงบระงับ
อันนั้นก็จะมีความพร้อมที่จะยกขึ้นสู่ความเป็นสมาธิ คือมีความตั้งมั่น
ถ้าหากว่ามีความตั้งมั่นแล้ว คุณจะมีความรู้สึกเหมือนกับว่าใจนี่ถอยออกมาเป็นผู้ดูอยู่เฉยๆ
เป็นต่างหากจากภาวะของกาย เป็นต่างหากจากภาวะของความรู้สึกอึดอัดหรือสบาย
เป็นต่างหากจาก แม้สภาพจิตใจที่กำลังสงบหรือฟุ้งซ่านอยู่นะครับ
กระทั่งเกิดความรู้สึกนึกคิดอะไรขึ้นมาก็เห็น เหมือนกับเป็นของแยกต่างหาก อันนั้นคือลักษณะของสมาธิ
มันมีความตั้งมั่นมากพอที่จะเห็นภาวะต่างๆ ทางกายใจ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
โดยไม่มีความหวั่นไหว ไม่ไขว้เขวไปทางอื่น ไม่มีฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไปอย่างอื่น


ขั้นต่อมานะ ขั้นสุดท้าย อันดับที่เจ็ด ก็คือว่าสำรวจตัวเองว่ามีความวางเฉยมากพอไหม
ถ้าหากว่ารู้อะไรไปแล้ว รู้สึกว่า เอ๊ย นี่ตัวเรายังไม่ดี นั่นยังไม่ใช่วางเฉยแน่นอนนะครับ
ก็สำรวจแล้วก็สังเกตว่ามันจะมีใจวางเฉยมากกว่าเดิมได้อย่างไร

เจ็ดข้ออันนี้เรียกว่ารวมกันนะครับ
หลักการที่พระพุทธเจ้าให้สำรวจความพร้อมในการบรรลุมรรคผล ๗ ประการ
หรือว่าที่เรียกโพชฌงค์ ๗ นะครับ ก็มีดังที่กล่าวมา

Link ที่มา

http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&catid=41%3Adungtrins-answer&id=407%3A2010-07-28-16-13-58&Itemid=1

 

 

 

โพชฌงค์ ๗ จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายไว้ดังนี้ :

 

โพชฌงค์ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้หรือองค์ของผู้ตรัสรู้มี ๗ อย่างคือ ๑. สติ ๒. ธัมมวิจยะ (การสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม) ๓. วิริยะ ๔. ปีติ ๕. ปัสสัทธิ ๖. สมาธิ ๗. อุเบกขา

 

อธิบายเพิ่มเติมโพชฌงค์ คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้การตรัสรู้ หรือโพธิจิต หรือการบรรลุธรรมเกิดขึ้นได้ มี 7 อย่าง คือ

 

๑. สติ ความระลึกได้
๒. ธัมมวิจยะ - การสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม การวิจัยธรรม ซึ่งเป็นตัวปัญญานั่นเอง

๓. วิริยะ ความพากเพียร

๔. ปีติ - ความอิ่มใจ, ความดื่มด่ำในใจ มี ๕ ชนิด คือ
     ๑. ขุททกาปีติ ปีติเล็กน้อยพอขนชันน้ำตาไหล
     ๒. ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ รู้สึกแปลบๆ ดุจฟ้าแลบ
     ๓. โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอก รู้สึกซู่ลงมาๆ ดุจคลื่นซัดฝั่ง
     ๔. อุพเพคาปีติ ปีติโลดลอย ให้ใจฟูตัวเบา หรืออุทานออกมา
     ๕. ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ เป็นของประกอบกับสมาธิ
     (จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) เช่นกัน)

 

๕. ปัสสัทธิ - ความสงบกายสงบใจ, ความสงบใจและอารมณ์, ความสงบเย็น, ความผ่อนคลายกายใจ (จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) เช่นกัน)


 

๖. สมาธิ - ความตั้งใจมั่น ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ

 

๗. อุเบกขา - ความที่จิตมีความสงบระงับเป็นอย่างยิ่ง ไม่กระเพื่อมไหวไปตามสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ รัก ชัง กล้า กลัว ยินดี ยินร้าย ฯลฯ ซึ่งจะเป็นจิตที่มีความประณีต ละเอียดอ่อน ปลอดโปร่ง เบาสบาย เป็นอย่างยิ่ง

 

เมื่อธรรมทั้ง 7 อย่างนี้เกิดขึ้น จิตจะมีทั้งกำลัง (จากวิริยะ และสมาธิ) ความเฉลียวฉลาด (จากธัมมวิจยะ) ความเบาสบาย (จากปีติ ปัสสัทธิ และอุเบกขา) ความเป็นกลาง ไม่ลำเอียง (จากอุเบกขา) โดยมีสติและปัญญา (ธัมมวิจยะ) เป็นเครื่องนำทาง

 

จึงเป็นฐานที่สำคัญของการบรรลุธรรม ซึ่งแน่นอนว่าจิตที่มีสภาพเช่นนี้ เมื่อจะน้อมไปเพื่อทำประโยชน์สิ่งใด ความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกลเลย

 

ที่มา  http://www.dhammathai.org/treatment/nivorn/nivorn16.php

 

 

 

 

ภาพดอกไม้ วาดโดยคุณลิงใจดี ไปเจอจากเวปไทยมุงน่ะ

 

 

Comment

Comment:

Tweet

แวะมาเยี่ยม ครับ แวะมาดูไอเดียธรมมะ ดีๆ (เอาไปลอก) สวัสดีครับ แล้วจะมาเยี่ยมใหม่

#2 By Live a Live on 2010-08-25 23:05

โชคดีจัง ที่ได้เปิดบล็อกนี้ขึ้นมาอ่าน
อ่านแล้วได้สำรวจ กายใจเต็มที่เลยค่ะ
ว่าเรา มีความก้าวหน้าขึ้นมาบ้างหรือยัง
ยังติดอยู่ที่ตรงไหน
เพียรน้อยไปหรือเปล่า
big smile

#1 By ตีรณา on 2010-08-11 21:30