ตามดูใจ

posted on 22 Nov 2012 19:57 by napas-ubsorn in Dham-book

http://www.dharma-gateway.com/ubasika/amara/ubasika-ammara-13.htm

ครั้งหนึ่งดิฉันเคยมีปัญหา ซึ่งเมื่อผ่านพ้นมาแล้วมันขี้ผง มองดูแล้วน่าจะรู้ แล้วก็ตัดใจได้ ดิฉันจึงซึ้งคำว่า “มีวิชาท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” รู้ทั้งรู้แต่ดิฉันก็ถอดหนามอันนี้ออกจากใจไม่ได้ ได้ยินเสียงเขาโดยไม่เจตนาหรือไม่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้ใจกระตุกพรวด หล่นลงไปถึงข้อเท้าเลย หรือบางทีความโกรธพลุ่งขึ้นมา จนกระทั่งเราหัวปั่น ก็นึกสมเพชตัวเอง อะไรนะ ทำอย่างกับว่าศิษย์ไม่มีครู

ถ้าคิดเวลาอย่างนี้ รู้ทั้งนั้นและเตรียมพร้อมได้ เราก็หลงว่าตัวแน่แล้ว ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่ได้คาดไม่ได้คิด ไม่ได้ระวังตัว สติเราเผลอ แล้วมีใครพูดถึงเรื่องเขาขึ้นมา หรือเสียงเขาดังขึ้นมา รู้เลยว่าใจเรากลายเป็นทะเลบ้า ภูมิคุ้มกันของเราไม่ดีจริงที่สำคัญผิดว่าตัวเองแน่ มันไม่ได้แน่หรอก เราเอาหินทับหญ้าเอาไว้ แล้วไปสำคัญผิด

กว่าดิฉันจะทำใจให้ยอมรับและเชื่ออย่างนั้นต่อไปไม่ว่าจะได้ยินเสียงเขาหรืออะไรในเวลาที่เราไม่ได้คาดหมายเราก็ยังเป็นปกติอยู่ได้ ดิฉันหมดเวลาไปเกือบสองปี ครั้งหนึ่งก็มานั่งเล่ากันในหมู่เพื่อนๆ ที่ปฏิบัติ มีคนหนึ่งลุกขึ้นมองดิฉัน คล้ายๆ กับนึกว่าจะเก่งจริง ที่แท้ก็เรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้ เขาว่าถ้าเป็นผมน่ะหรือ พอรู้เข้าก็ปลดออกได้หมดเลย คนอื่นโกรธไปหลายคนเลย มีการเถียงกัน แต่ใจดิฉันเชื่อเลย ที่คุณว่าคุณปฏิบัติ คุณยังไม่ได้ปฏิบัติหรอก เพราะถ้าคนปฏิบัติผ่านทะเลบ้ามาแล้ว พูดอย่างนี้ไม่ได้

หลายครั้งที่คิดว่า ครั้งนี้ท่านอาจารย์คงเอาดิฉันแหลกแน่ๆ อะไรกัน ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ปรากฏว่าไม่ถูกดุ

ดังนั้น ใครก็ตามที่เคยปฏิบัติจะรู้ว่า เวลาปฏิบัติของจริงนั้นเป็นอนัตตา บังคับกันไม่ได้ กรรมใครกรรมมัน กุญแจใครกุญแจมัน เรื่องอาจจะขี้ผงสำหรับเรา แต่สำหรับคนนั้นปางตายเลย ขณะที่เรื่องปางตายของเรา เขาอาจจะบอกว่าขี้ผงจริงๆ

เพราะเหตุปัจจัยที่เป็นตัวเราและตัวเขาไม่ใช่เหตุปัจจัยเดียวกัน ถ้าเคยผ่านตรงนี้แล้วใจจะยอมเข้าใจ ว่าแต่ละคนมีจุดอ่อนของตัวเอง และเราจะให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

....

น้องคนหนึ่งเอาบางข้อความของหนังสือตามดูใจ ของอ.อมรามาโพสต์ไว้ใน Facebook เลยตามไปค้นดู link ที่เจอ คงจะไม่ใช่เนื้อหาเดียวกัน แต่บางข้อความที่ได้อ่าน ก็เป็นกำลังใจให้อย่างดี ในการเห็นว่า ความคิดบางอย่างมันห้ามไม่ได้ อ.อมรายังใช้เวลาสองปี เพราะฉะนั้นกรณีของเราคงจะจิ๊บๆ ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีความคิดที่ไม่ดี รู้ว่าไม่ดีแต่มันไม่รู้เฉยๆ รู้ว่าคิดปุ๊บ รู้สึกแย่ขึ้นมาทันที บางช่วงบางตอนที่รู้แล้วก็โกรธตัวเอง ก็มันไม่ยอมรับนี่นาว่า จิตมันจะคิด ห้ามมันไม่ได้ Cool 

พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะดี อยากเป็นคนดี ก็ทุกข์อย่างนี้นี่ล่ะ แต่ก็ได้ฝึกฝน ได้ฝึกสำรวมระวัง ก็ดีนะ ว่าไปแล้ว

มีน้องคนหนึ่ง ที่มักจะสอบถามทุกข์สุขรวมไปถึงแลกกันบ่น Kiss  กับความไม่เอาไหนของในการภาวนาของกันและกัน จริงๆคือ ให้กำลังใจกันและกัน เพราะรู้ว่า เราก็เป็นพวกเด็กเริ่มเดิน เดินบ้าง ล้มบ้าง บางทีล้มเสร็จก็นั่งแปะ ไม่อยากเดิน ช่วยกันหาทางเพื่อจะเดินไปสู่เป้าหมายให้เร็วขึ้น

พออ่านตามดูใจของอ.อมรา เลยนึกถึงกำลังใจตรงนี้ Cool

 

 

edit @ 22 Nov 2012 20:15:24 by + บุหงาส่าหรี +

Q'3 2012

posted on 08 Sep 2012 15:10 by napas-ubsorn in Observe

ไตรมาสนี้ มีแต่เรื่องงาน ทำงานมากกว่าเดิม มีเรื่องให้คิดหลายบริษัท แม้เวลาอาบน้ำก็คิด ปกติ เวลาแปรงฟังอาบน้ำ ยังดูกายเคลื่อนไหวได้บ้าง นี่ จม จม จม เสาร์ อาทิตย์ ถ้าต่อเน็ตได้ จะเปิด email ที่ทำงานดูก่อน บางวันแทบไม่ได้เปิดเมลล์ส่วนตัว

โลกมีวิธีดึงเราไม่ให้หลุดไปจากวงโคจรอย่างง่ายๆ เอางานให้มันทำ เพิ่มเงินให้มันหน่อย เอาเหยื่อมาล่อ หาทางให้มันหมกมุ่นกับเรื่องโน้นเรื่องนี้ เดี๋ยวมันก็หมดเวลาทีจะดิ้นรนไปจากสังสารวัฎนี้เอง Foot in mouth

น้องที่สนิทกันก็ให้กำลังใจ พี่ตุลย์บอกว่าฟุ้งซ่านไม่เป็นไร สำคัญที่รู้หรือเปล่า ยอมรับมันได้มั้ย ฟุ้งซ่านไม่ได้แปลว่าภาวนาแย่ลงซักหน่อย Kiss

เวลาที่เหน็ดเหนื่อยกับงานที่ใช้ความคิด มันเหนื่อยจริงๆนะ แม้กลางคืนจะนอนหลับดี เช้ามืดยังตื่นมาเดินเหมือนเดิม แต่มันฟุ้งมาก จิตมันไม่มีกำลัง คิดว่านอนพักแล้วจะดีขึ้น ก็ดีขึ้นนิดหนึ่ง อาศัยกายเคลื่อนไหวเป็นตัวช่วยหลัก จิตเคลื่อนไหวต้องอาศัยผัสสะที่แรง และ..โมโหแรงกว่าเดิม รู้สึกว่าแย่ลงน่ะ

หลวงพ่อก็เทศน์อยู่หลายครั้งว่า งานภาวนาเป็นงานหลัก งานทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นงานรอง แต่..งานรองมันกินเวลาไปเยอะนี่คะ  คุณแม่อธิบายยาว มองหน้าแล้วก็บอกว่า ใจมันไม่ยอมลง ไปคิดเอาเองว่าจะเลือกอะไร ถึงเวลาทำงานก็ทำงาน ถึงเวลาทำในรูปแบบก็ตัดงานออกไปซะ

ผ่านมาสองอาทิตย์ ไม่รู้ว่าใจมันยอมลงหรือยัง แต่ก็...ดีขึ้น จมกับงานน้อยลง ฟุ้งกับคน..ยังบ่อยอยู่แต่ก็น้อยลง ไม่แรงเท่าก่อน วันนี้ นึกขอบคุณแบบฝึกหัดทั้งคนทั้งงาน เข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว และทั้งสองอย่างนี้ก็..ไม่ง่ายสักนิด

คนที่ตัดใจทิ้งภาระทั้งหลาย เพื่อเข้าสู่ทางภาวนาเพื่อให้หลุดพ้นไปจากวงโคจรนี้ ต้องใจเด็ดมากๆเลย

....

หลายๆเดือนที่ผ่านมา ชอบอยู่อย่างคือ ตอนมีความสุข มันเกิดขึ้น มันจางไป รู้สึกไปได้ถึงกล้ามเนื้อบนหน้าและความสุขในตาของตัวเอง ตอนไปนั่งฟังเทศน์ ก็เป็นอย่างนี้ล่ะ มันผ่านเข้ามา จางลงไป ปีนี้น่าจะเป็นปีที่อยู่กับความสุขเล็กๆ ได้บ่อยๆ Cool

 

 

edit @ 18 Sep 2012 19:46:57 by + บุหงาส่าหรี +