Q'4 2011

posted on 22 Dec 2011 19:46 by napas-ubsorn  in Observe

การมีบันทึกนี่มันก็สนุกดีเหมือนกัน กลับไปอ่านการประเมินผลรายไตรมาสแล้วขำตัวเอง ตอนนี้ก็ว่าตัวเองขี้เกียจมากแล้ว เมื่อก่อนนี่สันหลังยาวเอามากๆๆๆ

เหตุผลที่ควรนอนต่อไปยามอากาศเย็น ในปีนี้ก็มีนิดหน่อย แต่ไม่ยืดยาวจนล่วงเลยเวลาไปเหมือนปีก่อน แต่...ก็ไม่ได้แจ่มใสขนาดลุกปุ๊บปั๊บมาทำสิ่งทีควรทำ ยังมีความง่วง ความซึม ความขี้เกียจติดตามมาด้วยกัน เอาล่ะ ปีนี้ตื่นนอนก่อนตีห้ามานั่งมาเดินได้ แม้จะทำไม่ได้ทุกวัน เพราะชอบต่อเวลาไปจนตี 5++ถึงจะลุก แต่ก็ได้เวลาเพิ่มมาบ้าง

ตอนนี้ว่าฟุ้งมากแล้ว เมื่อก่อนนี่ฟุ้งกำลังสอง อ่านแล้วไม่รู้ว่าควรจะดีใจที่ตัวเองพัฒนาขึ้น หรือควรจะเศร้าใจที่พัฒนาในอัตราที่ช้าไปหน่อยดี

ไตรมาสสี่ทำอะไรบ้าง?? อยู่กับน้ำท่วมไปพักหนึ่ง คือ เจอน้ำท่วมแล้วไปอยู่บ้านต่างจังหวัด เราไปอ่าน blog คุณทำทาง คนขยันระดับเขายังเป๋เลย นับประสาอะไรกับเรา (อิ อิ มีข้ออ้าง ข้อปลอบใจที่ฟังขึ้นเนอะ Kiss) ไปอยู่บ้านกับแม่ นอนกับแม่ แค่นี้ตารางก็เป๋แล้ว เพราะติดใจกับการนอนห้องแอร์ ปกติที่นอนคนเดียว ถ้าเปิดแอร์จะไม่เปิดทั้งคืน มันทำให้นอนนานกว่าปกติ ก่อนนอน แม่จะเปิดทีวีดูข่าว แล้วเราจะสวดมนต์เรอะ ดูตัวเองหายใจเรอะ ก็ต้องย้ายไปห้องเก็บผ้าน่ะสิ ตามใจตัวเองแบบนี้แค่สองวันก็ติดกับความสบายแล้ว แต่ยังตื่นเช้ามาทำในรูปแบบได้บ้าง

ส่วนช่วงที่ทำอะไรไม่ได้เลยคือ ช่วงทุกข์หนัก มีปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วเราต้องรับอารมณ์ของใครต่อใคร โดยเฉพาะแรงส่งจากแม่นั้นมีมามาก มาวันละหลายรอบโดยเฉพาะยามเย็นไปจนถึงก่อนนอน แม่มีเรื่องโมโหใครต่อใครจนไม่รู้เหมือนกันว่า ตัวเองผ่านภาวะนั้นมาได้ยังไง โดยเฉพาะคืนที่แม่ระเบิดอารมณ์ เราถึงกับตื่นมาถ่ายท้องไปสี่รอบ ทุกข์มาก ทั้งที่ตอนเกิดเรื่อง ใจก็ปกติดี ไม่ตื่นเต้นตกใจ ทำงานไปได้จนเสร็จ เพียงแต่ความเป็นห่วงที่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาทุกข์ เลยทุกข์ตาม พอผ่านมาตอนกลางวัน จู่ๆก็ถามตัวเองว่า ไม่สบายใจเรื่องอะไร นั่งถามตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะเงิน? เพราะต้องทำงานหนักขึ้น? ..สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า เพราะ”ชั้น” ชั้นต้องดี เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเรา แต่เพราะ... พอคิดได้ตรงนี้ ใจก็เบาซะ เหมือนทุกข์มันหลุดไปเฉยๆซะงั้น หลังจากนั้น ใครจะพูดอะไรยังไง มันก็ไม่เดือดร้อนอีกแล้ว เราจะเป็นสาเหตุให้แม่ต้องทุกข์หรือใครต้องเดือดร้อน ก็ช่าง”เรา” เหมือน”เรา”มันอยู่ไกลออกไป เราไม่ใช่เรา ^_^

แต่ผลมันยังมีอยู่ ตื่นมาเริ่มทำงานตอนแปดโมงเช้า แล้วก็ทำยาวไปจนสี่ทุ่ม อย่าหวังเลยว่าจะมีแรงไปนั่งไปเดินที่ไหนอีก อาบน้ำเสร็จก็สลบไปได้ทุกคืน เป็นอย่างนี้ประมาณ 1 สัปดาห์และต่อเนื่องมาทุกวันหยุด ทำได้อย่างมากคือสวดมนต์ทำวัตรเช้า เท่านั้นเอง แล้วเลยรู้ว่า การพยายามดูร่างกายเคลื่อนไหวไปทั้งวัน มันไม่ง่ายเท่าไหร่ ปกติจะดูกายบ้าง ดูจิตบ้าง แต่บทไม่มีแรงขึ้นมา มันไม่อยากดูอะไรทั้งนั้นแล้ว

พอน้ำเริ่มลด กลับมาทำงาน อยู่ตัวคนเดียว นั่งเรือ โบกรถไปทำงาน แม้ไม่ลำบากเหมือนคนอื่น แต่แรงเฉื่อยจากที่ไม่ยอมทำในรูปแบบก็ตามมา มันมีข้ออ้างกับตัวเองว่า ชั้นเหนื่อยกับโลกมามากแล้ว อยากพัก ข้ออ้างที่ว่า ทำให้พักช่วงค่ำไป ส่วนช่วงเช้าตื่นสายกว่าเดิมนิดหนึ่ง

ไปหาแรงจูงใจผลักดันตัวเองจากการเข้ากลุ่ม FB กลุ่มหนึ่ง ไปแบบบังเอิญมากๆเพราะนานๆทีจะอ่านกระทู้ห้องศาสนา เขา post link ที่ว่า ก็เลยตามไป เข้าไปแบบงงๆ คนโน้น คนนี้เล่าถึงการปฏิบัติธรรมของตัวเอง เขียนเป็นรายวัน เรากลับไม่มีอะไรจะเขียน ช่วงรื้อฟื้นก็ไปเขียนว่ากลับมาทำตามเวลาโดยทำอะไรไปบ้าง สารภาพกับคนในนั้นว่าเราขี้เกียจ

เขามีสวดอิติปิโส 108 จบ ปกติไม่ชอบสวดมนต์ แต่ตอนอยู่บ้าน มีโอกาสลองสวดก่อนนอนและระหว่างวัน เลย...ตั้งสัจจะกับตัวเองว่า จะสวดอิติปิโส 108 จบให้ได้ทุกวัน เพียงแต่คนในห้องนั้นเขาสวดกัน 3 ห้อง เราสวดห้องแรกห้องเดียว ลพ.เคยให้บริกรรมพุทโธ เรายังทำจนติดใจไม่ได้ แต่การสวดอิติปิโสนี่ค่อนข้างติดใจ อย่างเวลานอน ถ้าฟุ้งมากก็สวดในใจไปเรื่อยๆ หรือเวลาทำงานที่บ้าน นั่งว่างๆรอคนมาซื้อของก็สวดอิติปิโสไปเรื่อย ไม่ให้มันฟุ้งมาก

เราพบว่า อาวุธของคนขี้เกียจคือ การตั้งสัจจะ ไตรมาสนี้ทำไปสองอย่าง อย่างแรกคือ จะไม่นั่งหลังพิงฝา เพราะการพิงฝามันสบาย แล้วเคลิ้ม หลับบ้าง อะไรบ้าง เรื่องนี้แค่นึกๆเอาว่าจะไม่ทำ ส่วนอย่างที่สอง ต้องมากราบพระแล้วตั้งใจว่า จะสวดอิติปิโสทุกวัน วันละ 108 จบ อย่างน้อยก็เอาเวลาชั่วโมงกว่าๆตอนค่ำมาทำการบ้านส่วนนี้ได้แล้ว สวดมนต์เสร็จก็เดินบ้าง นั่งบ้างต่ออีกครึ่งชั่วโมง การบ้านข้อสองนี่ มีต่อรองว่า ขอทำไปหนึ่งไตรมาสนะคะ พอถึงวันเกิดปีหน้าค่อยต่อสัญญากันใหม่ เห็นมั้ยล่ะว่ามันยาก ไม่งั้นไม่ต้องมาตั้งใจต่อหน้าที่พระหรอก

(อายนะเนี่ย ใครผ่านมาอ่านน่ะ)  Foot in mouth  Foot in mouth

 ลพ.มาเทศน์ที่ศาลาลุงชินเดือนธันวา ท่านบอกว่า กิเลสแพ้สติ แล้วสติแพ้อะไรรู้มั้ย...สติ แพ้ ‘ขี้เกียจ’

 ขี้เกียจแบบนี้ก็ต้องยอมรับผลการกระทำของตัวเองน่ะแหละ

  

ภาพรวมของปีนี้...

 

ตอนเช้าอยู่ตัวแล้ว ได้เวลามาฝึกสัก 1.5 ชั่วโมง หลังจากที่งัดตัวเองจากที่นอนมาเป็นปี ปีที่แล้วยังไม่สม่ำเสมอเท่าปีนี้ และก็มีบางคืนที่นาฬิกาปลุกตายหรือลืมตั้ง ตัวมันก็เด้งมาดูนาฬิกาได้เฉยเลย และก็เป็นเวลาที่ตั้งนาฬิกาให้ปลุกด้วย บางวันตัวลุกมาโดยที่ใจยังไม่ตื่น แต่บางวัน ก็ตื่นมาด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว จิตใจแจ่มใส ก่อนนาฬิกาจะปลุกสัก 2-3 นาที เหมือนมันรู้แล้วว่าจะต้องไปตามนัดทุกเช้า  ถ้าผ่านไปอีกปี เอาเวลามาได้อีกเป็น 2 ชั่วโมงคงจะดี 

ในระหว่างวัน...เผลอไปซะส่วนใหญ่ แบบที่ตอบอาจารย์น้องไปนั่นล่ะ แต่มันดีขึ้นบ้างในแง่ที่ไม่จมกับอะไรนาน วิตกกังวลอะไร ไม่พอใจใคร มันไม่ติดอยู่นาน ทุกข์หลายครั้งที่ผ่านเข้ามาและไม่สามารถคุมความฟุ้งซ่านความกังวลทั้งหลายได้ มันจะอยู่ไม่เกิน 12 ชั่วโมง พอข้ามคืน ก็จะผ่านความทุกข์เหล่านั้นไปได้ ไม่ใช่จากการนอนแต่จากวิธีแบบไหน?...รู้บ้าง พิจารณาบ้างกระมัง 

และอีกเรื่องที่..ติดเรท ^_^ เราฝึกยังไงของเราก็ไม่รู้ นั่งจินตนาการเอาเองว่า ในตัวคนแต่ละคน มีโครงกระดูก มีเลือด มีน้ำหนอง มีผิวกายหุ้มศพเอาไว้ มันก็แค่นึกๆเอาบ้างแต่ไม่ได้ทำบ่อย คราวนี้ พอได้ไปดูภาพคนกอดกัน จูบกันใน preview หนัง แค่นี้ก็ทำให้ใจเตลิดแล้ว มองภาพไป รู้แล้วว่าจิตมันเตลิด แล้วเลยนึกน้อมเอาโครงกระดูก เลือด น้ำหนองไปใส่แทน แค่นี้ก็เรียบร้อย สงบเชียว อารมณ์เตลิดที่ว่ากลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวซะ  รู้ล่ะว่ามันเป็นอาวุธที่สู้ได้ชั่วคราว แต่กำลังอ่อนๆอย่างเรา ตัดอารมณ์ไม่ได้รวดเร็วก็ต้องอาศัยวิธีแบบนี้ไปก่อน และมันก็สนุกดีที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตใจ เหมือนเด็กซนๆกำลังปีนรั้วออกจากบ้าน โดนผู้ใหญ่ชายตามองก็กลับมานั่งพับเพียบเรียบร้อย พอเห็นวิธีแบบนั้น เวลาว่างๆ เลยนั่งนึกแบบนี้ นึกถึงโครงกระดูกในตัว เลือดเนื้อน้ำหนองมีหนังหุ้ม ฟุ้งซ่านในตัวเองแบบนี้ คงไม่เสียหายกระมัง? 

กิเลสตัวโทสะแรงๆเหมือนจะน้อยลง เจอเรื่องไม่พอใจก็มองมันได้ มองสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ใจไม่กระเพื่อมแรง หรือแม้กระเพื่อม มันก็ไม่อยู่นาน ไม่เก็บมาแค้นอีก ต้องบอกว่า’ดูเหมือน’เพราะถ้าแรงอ่อนลง มันคงกลับมาอีก เริ่มเห็นตัวโทสะเบาๆ บ่อยขึ้น 

อีกเรื่องที่ได้ข้อคิดมาในปีนี้คือ อยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุข เราติดที่บางที่ ชอบอยู่ที่นี่เวลานี้ เวลานั้น แต่หลายๆครั้งที่พบว่า ที่ไหนที่คิดว่าอยู่แล้วมีความสุข มันก็ไม่เห็นจะสุขจริง เป็นเพราะคนนั้น คนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ มีที่ให้อยู่ตั้งหลายที่ แต่ไม่ว่าจะวนเวียนไปอยู่ที่ไหน มันก็ไม่มีที่ไหนที่สุขอย่างแท้จริง แม้จะรู้ทางทฤษฎีว่าเพราะกายกับใจเราเอง ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น แต่มันยังคิดไม่ได้แบบนั้น มันแค่ถอดใจว่า ไม่มีที่ไหนที่จะสุขอย่างแท้จริง เท่านั้นเอง 

ส่วนเวทนาทางกาย เริ่มเอาใจห่างออกมาได้ เวลาเจ็บปวดทางกาย ถ้าใจไม่คลุก ดูมันเฉยๆ มันก็ไม่ทุกข์มาก เริ่มมาตั้งแต่ปวดไส้ติ่งอักเสบตั้งแต่ต้นปี แล้วก็เรื่องการหายใจเวลาเจอควันบุหรี่ หรือแม้เป็นเหน็บชา บางที ก็สนุกกับการดูเวทนาทางกาย ส่วนทางใจนี่...ยังต้องใช้เวลา 

ทำทานยังทำอยู่เรื่อยๆ แต่ใจไม่ค่อยฟู อาจมีบ้างเวลาให้อาหารสัตว์ มีความสุข ใจอ่อนโยนขึ้นนิดหนึ่ง 

ศีลก็ยังไม่ครบ สัมมาวาจายังไม่ได้ และเอาเปรียบคนก็ยังมี แม้ไม่ได้ลักทรัพย์แบบตรงๆก็เถอะ แย่จัง พอรู้ตัวก็เสียใจทีหนึ่ง แต่ตอนที่ทำนี่ มันระงับความโลภไม่ทันจริงๆ 

จิตใจซึมน้อยลง เมื่อก่อนซึมมาก ฟุ้งมาก ตอนนี้น้อยลงกว่าเดิมนิดหนึ่ง ถ้าเคลื่อนไหวมาก ใจจะไม่ซึม รู้ตัวให้ทันว่ามันซึมแล้วต้องหาทางทำอะไรหนีความซึม เช่น ไม่นอนที่นุ่มนาน ไม่ไหลไปกับทีวีนาน ล้างหน้า ล้างตัว ประมาณนั้น ส่วนฟุ้ง การระลึกรู้ว่าเผลอไปได้บ่อยๆนี่ล่ะ ที่ช่วยให้ไม่จมกับความทุกข์และความฟุ้งซ่านนาน ขอแค่รู้เท่านั้น แล้วต้องตัดใจ เมื่อก่อน รู้ว่าฟุ้งแล้วต่อรอง ขอคิดต่ออีกหน่อยเพราะมันมีความสุข มันเพลิน เดี๋ยวนี้ต้องดุมัน ไม่ให้คิด คิดแล้วรีบรู้ จะเพ่งจ้องอะไรก็เอาไว้ก่อน พอจะได้แต้มมาบ้างแต่ไม่ได้ทำได้ตลอดหรอก

 

บางที ไม่แน่ใจว่าตัวเองภาวนาสะเปะสะปะหรือเปล่า จะต้องหากัลยาณมิตรมาช่วยตรวจสอบบ้างมั้ย? แต่ที่แน่ๆ คือ ยังต้องต่อสู้กับความขี้เกียจและกามต่อไป รักสบาย ทั้งกิน นอน ดูรายการโปรด อ่านอะไรต่อมิอะไร เล่นเน็ต อะไรทั้งหลายพวกนี้ที่ดึงเวลาไปเยอะ และต้องพยายามดึงเวลาระหว่างวันมาระลึกรู้ให้บ่อยๆ รวมทั้งคุมเรื่องศีลทั้ง 2 ข้อนั่นด้วย

 

 

Q'3 2011

posted on 20 Sep 2011 19:27 by napas-ubsorn  in Observe

เดือนก่อนไปอบรม แล้วส่งไฟล์ไปให้กลุ่มเพื่อนที่ทำงานเก่า เพื่อนคนหนึ่งส่งเมลล์มาขอบใจ เป็นคนที่เราเจอตอนไปสวนสันติธรรมครั้งแรก ตอนนั้นยังนึกอิจฉาที่เขาได้เจอลพ.ตั้งแต่สวนโพธิ์ เขาพาเราไปลงชื่อเข้าพักภาวนา แนะนำว่าต้องไปเอาบัตรเพื่อส่งการบ้านที่ไหน ไปถามคำถามคุณแม่นุชตรงไหน ดีใจที่ได้เจอกันนะ หลังจากนั้นก็ไม่เจอเขาที่สวนสันติธรรมอีกเลย แต่เดาว่าคงไปคนละวัน 

มาเจอทาง email เลยถามเรื่องการเจริญสติว่าไปถึงไหนแล้ว เธอบอกว่า แทบไม่ได้ไปวัด แทบไม่ได้เจริญสติเลยเพราะเปลี่ยนที่ทำงานและงานยุ่งมาก 

เราเลยเล่าเรื่องอาจารย์น้องที่ทำให้เรามีแรง เล่าคร่าวๆถึงเรื่่องงานและการตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางการงานของตัวเอง เธอถามว่า มีงานที่ไหนแนะนำบ้าง เอาแบบไม่ยุ่งเท่าที่เจออยู่ ตอบกลับไปว่า เราเปลี่ยนงานมาไม่บ่อยนักหรอก แต่ก็พอเห็นว่า งานที่ไหนก็มีปัญหาทั้งนั้น งานหนักก็เรื่องหนึ่ง ปัญหาเรื่องคนก็อีกเรื่อง ปัญหาทางใจของตัวเราเองนี่ล่ะเรื่องใหญ่ เซ็งกับงานบ้าง เซ็งกับคนบ้าง ว่ามั้ย? เธอเลยตอบกลับมาว่า เจอกันที่ศาลาลุงชินเดือนถัดไป และก็ได้เจอกับเธอจริงๆ  Cool

 ....... 

มีเพื่อนร่วมงานในบริษัทในเครือ มาขอ add เป็นเพื่อนใน Facebook ก็พยายามบ่ายเบี่ยง ไม่ชอบรับ add จากคนที่ทำงาน แต่เธอไม่มีเพื่อนจริงๆ และอยากฝึกเล่นเพราะเล่นไม่เป็น เลย...ยอมก็ได้

วันหนึ่งเธอแวะเข้ามาหา พร้อมบอกว่า ไม่คิดว่าเรามุ่งมั่นกับเรื่องการปฏิบัติธรรม เราเลยบอกว่า นี่ล่ะ สาเหตุหนึ่งที่ไม่อยากให้คนมารู้กิจกรรมยามว่างของเราหรือความสนใจของเรา ผู้คนมักมีภาพของนักปฏิบัติธรรมและมีความคาดหวังต่างๆนานา เราไม่อยากลำบากใจที่จะต้องมารับมือกับความคาดหวังเหล่านี้ แต่เธอบอกว่า เธอสนใจเรื่องการปฏิบัติธรรมของเรา มันต้องทำยังไง ความเจ้าโทสะของเธอถึงจะลดลงได้ ก็แนะนำไปพร้อมให้ซีดีไปหนึ่งแผ่น บอกว่า ฟังอย่างเดียวแต่ไม่ฝึกลองสังเกตจิตใจตัวเองดู คงจะไม่ได้อะไรหรอกนะ และไม่ใช่ลองฝึกแค่อาทิตย์ สองอาทิตย์ ยังขี้โกรธอยู่เหมือนเดิม ก็ไม่เอาแล้ว ยอมแพ้แล้ว เพราะมันต้องใช้เวลา (พูดไป นึกสอนตัวเองไปเหมือนกัน) เธอบอกว่า ไม่รู้จะมีเวลาฟังรึเปล่า เราเลย...ทำใจ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยคาดหวังอะไรกับใครแล้ว

 .....

บันทึกเรื่องอาจารย์น้องก่อนดีกว่า บางคนเรียกเขาว่าครู เราเรียก (ในใจ) ว่าอาจารย์น้อง อาจารย์น้องเป็นลูกศิษย์ที่ลพ.มอบหมายให้มาสอนได้ เราเจออาจารย์น้องวันแรกในวันที่ตั้งใจไปเวียนเทียนวันอาสาฬหบูชาที่สวนสันติธรรม ผู้คนคงมาขอคำแนะนำจากเขามากจนกว่าจะเลิกก็เป็นเวลาที่เรากินข้าวกลางวันเสร็จกลับเข้ามา น้องคนหนึ่งเข้าไปขอคำแนะนำ เรานั่งฟังอยู่ตรงขั้นบันได ความที่เขาจะรีบไป เขาเลยให้คำแนะนำสั้นๆว่า

-       สำรวจตัวเองว่า เป็นแบบไหน กามสุขัลลิกานุโยค หรือ อัตตกิลมถานุโยค (เราแอบนึกในใจว่า เฮ้อ...ก็ต้องกามสุขัลลิกาน่ะสิคะ Kiss)

-       การทำในรูปแบบอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากๆๆๆๆๆ (อาจารย์น้องบอกว่า ผมเน้นไม้ยมกหลายๆตัวเลยนะครับ)

-       .... จำไม่ได้แล้ว 

คำว่า “ผมเน้นไม้ยมกหลายๆตัวเลยนะครับ” นี่ล่ะ ที่ทำให้เรามีวินัยกับการปฏิบัติในรูปแบบได้ เมื่อก่อนจะมีข้ออ้างว่า วันนี้อย่างนั้นอย่างนี้ หรือ วันหยุดนี้ต้องไปอยู่บ้านนี้ สถานที่เปลี่ยนไป ทำให้ทำในรูปแบบไม่ได้เหมือนเดิม คราวนี้ไม่มีข้ออ้าง อยู่ที่ไหนก็ดัดแปลงได้ จะมีที่เดินจงกรม 5 เมตร 10 เมตร หรือ 50 เมตร ที่ไหนก็ทำได้

 

ผ่านไปหนึ่งเดือน คราวนี้มีโอกาสไปนั่งฟังการสนทนาธรรมอย่างใกล้ชิด ระหว่างการสนทนา อาจารย์น้องหันมาถามด้วยความสีหน้าเป็นกังวลว่า พี่เข้าใจมั้ย? ตามทันมั้ย? อืม...เรารู้สึกว่าเป็นตัวโง่งมชอบกล เป้าหมายในการปฏิบัติธรรมของเราคือ รู้สึกตัว ซึ่งอาจารย์น้องเปรียบว่า เหมือนพี่หุงข้าวสามนาทีสุก ซึ่งขาดความซาบซึ้งในการปฏิบัติธรรมเกินไป ว่าแล้วอาจารย์น้องก็ให้ประโยคที่ควรระลึกไว้บ่อยๆคือ “สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้”

ส่วนตารางเวลาในการปฏิบัติในรูปแบบ อาจารย์น้องพยักหน้าโอเค ดีครับ แม้ว่าจะบอกว่า ในระหว่างวันก็หลงไปซะมาก เขาก็...ดีครับ (ไอ้เราออกจะทำหน้าเหวอ มันจะดีไปได้ยังไง?)

เข้าใจว่า อาจารย์น้องให้ปฏิบัติด้วยความสบาย รู้ด้วยความสบาย ไม่เพ่ง ไม่ต้องหมายมั่นปั้นมือว่าต้องรู้ให้ชัด เพราะ “รู้นั้น บางเฉียบ เงียบกริบ” ตัวโง่งมก็เลย ลัลล้าได้ต่อไป … จริงๆคือ รู้สึกว่าจิตใจสบายมากขึ้น ปฏิบัติแบบตัวโง่งมแบบนี้ล่ะ สบายดี  Smile

 

ชีวิตในใตรมาสนี้กับการมีวินัยเช้าเย็นและไม่เลือกสถานที่ แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ยังไม่นับการตั้งใจทำงาน จิตแส่ส่ายไปเรื่องอื่นน้อยลงระหว่างวัน นอกจากฟุ้งซ่านกับตัวงาน หลายครั้งที่รู้สึกว่าทำงานทั้งวัน ตอนเย็นต้องเพลียแน่ๆ พอตกค่ำ มันก็ไม่เพลียอย่างที่คิด เว้นแต่บางวันที่มีปัญหากับผู้คนกลับมา ก็นอนก่อนเวลาบ้างมีเหมือนกัน ไม่ได้บังคับว่าชั้นจะต้องอยู่กับตารางเวลา ไม่ไหวก็นอนเลย การนอนเป็นการแก้ปัญหาได้ดีอย่างหนึ่งเพราะพอตื่นมาก็สดชื่น มีแรงดี แต่ก็เหลวไหลน้อยลง  เวลาที่ตั้งใจไว้ที่ผ่านมา 2-3 เดือนนี้ ทำได้สัก 80% แค่นี้ก็ดีมากมายแล้วสำหรับตัวขี้เกียจอย่างเรา ตอนเช้าจะเป็นเวลาที่ดีมาก ส่วนตอนเย็นยังฟุ้งอยู่มาก อ้อ..อีกอย่างที่ตื่นได้ตามเวลานาฬิกาปลุกก็คือ เอานาฬิกาไปไว้ไกลมือ แบบที่ต้องลุกไปกดปิด แค่นี้ก็ลุกได้แล้ว ลุกแบบนี้มักจะกลับไปนอนยาก ส่วนที่จะลุกเองน่ะเหรอ...น้อยมากๆ มักจะอ้างว่า ชั้นนอนขยับเท้าไปเรื่อยๆก็ด้าย Frown

(เวลาเช้า จากเดิมตื่นตีห้ากว่าๆ และบางทีลากยาวไปเกือบหกโมง ปรับมาเป็นเกือบๆตีห้าและเดือนนี้ ปรับมาเป็นตีสี่ครึ่ง ยาวไปเกือบเจ็ดโมงเช้า ส่วนเย็นนี่ อาจจะเริ่มหลังสามทุ่ม หรือไม่ก็สองทุ่ม (น้อยวัน) เข้านอนก่อนห้าทุ่ม เอาแน่อะไรไม่ได้ ยังเหลวไหลอยู่)

อีกอย่างคือ วันหยุดของมนุษย์เงินเดือน ไม่ใช่วันพักผ่อนเหมือนเก่า คืนวันศุกร์กับวันเสาร์จะอยู่กับรูปแบบมากเป็นพิเศษ บางทีอยากจะไม่นอน แต่มันก็ยังทำไม่ได้ เอาเป็นว่า ไม่มีการนอนเล่นระหว่างวันเหมือนก่อน ไม่มีการนั่งลอยๆเย็นใจไปเรื่อย ต้องหากิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายไปได้ทั้งวัน และไม่ได้รอคอยวันศุกร์เหมือนก่อน ปกติเป็นพวก TGIF และป่วยใจในวันจันทร์ แต่ไตรมาสนี้ อาการที่ว่าหายไป วันศุกร์หรือวันจันทร์มีผลกับการชอบ/ไม่ชอบน้อยลงมาก (แต่ก็ยังมีอยู่)

...........

สภาวะแปลกๆ ที่ติดใจก็มีผ่านเข้ามาบ้าง อย่างเช่น 

ตอนกลับบ้านต่างจังหวัด ไปนั่งสมาธิหน้าห้องน้ำ คือ ที่ทางมันมีจำกัด ออกจากห้องนอนที่นอนรวมกัน ก็มาเป็นที่ตากผ้า เก็บผ้าของบ้าน และมีห้องน้ำใหญ่อยู่ตรงนั้น ตื่นมาเลยมาเดินจงกรมตรงที่เก็บผ้าแล้วนั่งแปะนั่งสมาธิ นั่งไปเรื่อยๆ แป๊บหนึ่งไประลึกถึงความตาย แล้วก็รู้สึกว่า ความตายมันอยู่ตรงหน้านี่เอง ความรู้สึกมันเข้มข้นมาก เพราะเมื่อมานึกถึงความตายในตอนหลัง มันก็ไม่มีความรู้สึกเสมือนจริงเหมือนตอนนั้นอีก เป็นเรื่องที่แปลก

เป็นภาวะที่รู้สึกว่า ถ้าก้าวข้ามอะไรไปสักอย่างหนึ่ง แค่ก้าวเดียว ก็เป็นความตาย แต่ไม่ได้รู้สึกว่าความตายน่ากลัว จะว่ารู้สึกตัวอยู่ก็เป็นได้ รู้ว่าร่างกายนั่งอยู่แต่ไม่อาลัยกับตัวที่นั่งอยู่ เหมือนร่างกายตรงส่วนอกส่วนบ่ามันไม่มีน้ำหนัก เป็นเค้าโครงของร่างนั่งอยู่ตรงนั้น ส่วนจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หนัก ไม่อึดอัด ไม่ตื่นเต้น ไม่แปลกใจ ไม่กลัว เหมือนดูมันอยู่เฉยๆ หากแต่ในความเฉยๆนั้น รู้สึกอยู่ว่า จิตใจ ความเป็นตัวตนนี้แหละที่มันยึดแน่น ถ้าก้าวข้ามภพไป สิ่งที่ยังยึดมั่นอยู่จะติดไปด้วย ยังไงมันก็จะไปด้วยกัน พอความรู้สึกว่าเจอกับอะไรที่อยู่ตรงหน้าผ่านไป ร่างกายก็กลับมีน้ำหนักขึ้นมา 

ฟังที่ลพ.สอนเมื่อต้นปี ถ้าทำสมถะจะเจอนิมิต ถ้าทำวิปัสสนา จะเจอวิปัสสนู ไอ้ที่แย่คือ เราไม่รู้ว่าเราเจออะไร นั่งดูตัวเองหายใจไปเรื่อย น่าจะเป็นสมถะมั้ง เพราะลืมดูลมหายใจไปแล้ว หรือไม่ก็...จินตนาการเสมือนจริงที่เข้มข้น Embarassed

ก็ไม่ได้ไปถามอะไรใคร รู้ว่าเป็นสภาวะอย่างหนึ่งที่ได้เจอ ถ้าจะต้องตายจริงๆ สติจะอยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนตอนนั้นรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่คงจะวนเวียนอยู่ในสังสารวัฎนี้ต่อไป เพราะมันยึดภาวะความเป็นตัวตนไว้เหนียวแน่นมาก

.....…

ฟังลพ.ตอบคำถามใครสักคนว่าเห็นวิถีจิต เราว่าเราเป็นอย่างนั้น จริงๆมันเกิดมานานแล้วเมื่อสองปีก่อน เห็นหนูนอนตายในห้องน้ำ ตอนแรกเห็นรูป ต่อมาสัญญามันแปลความ ต่อมาใจเริ่มปรุงว่าชอบ ไม่ชอบ อารมณ์โดเรมอนเข้าสิง แต่ระงับอาการได้ (ถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องกรี๊ดบ้านแตกแน่  Cry )

หรือตอนนี้ บางทีส่องกระจกมองตัวเองในห้องน้ำ เห็นรูป แปลความ ชอบใจ แต่..มันเร็วมากๆๆๆๆ มันเกิดขึ้นเร็วมากๆ ไม่เหมือนที่ใครบรรยายว่าเหมือนภาพ slow motion สักหน่อย 

และเราก็รู้สึกไม่ค่อยสนใจแล้ว ว่าการบ้านของใครจะเป็นยังไง ไม่หวังว่าจะเดินเร็วเหมือนใครๆ บางที เราคงเจียมตัวพอสมควรว่ายังเป็นตัวโง่งมอยู่ เอาแค่ที่ทำอยู่ไปก่อนก็พอ 

.......... 

มีวันหนึ่งที่ถูกควันบุหรี่ของเพื่อนข้างห้องรมควันตอนอาบน้ำ(ห้องน้ำเล็กๆถูกออกแบบทางระบายอากาศให้รับลมจากทางนั้น) ร่างกายมันดิ้นมาก ดิ้นรนแต่งตัว ล้างตา ปิดประตูห้องน้ำ เปิดประตูห้องนอนไปหาอากาศหายใจข้างนอก ระหว่างที่ยังแสบตาอยู่ มันนึกทบทวนว่า ใจไม่ยักเคือง ความโกรธแค้นในใจมันหายไปตอนไหนกัน เมื่อก่อนเราสาปแช่งเขามาก ขอให้เป็นมะเร็ง (ซึ่งเราอาจจะเป็นก่อน  Foot in mouth ) ขอให้ชีวิตไม่มีความสุข ขอให้เลิกกับเมียคนปัจจุบัน ขอให้.... ไม่รู้จริงๆว่ามันหายไปตอนไหน แต่ประมาณเดือนสองเดือนนี้ล่ะ ณ จังหวะนั้น มันแค่รู้ว่าร่างกายวิ่งไปวิ่งมาจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้า ใจมันดิ้นรนเร่งรีบต้องเอาตัวไปทำงานให้เสร็จแต่ไม่มีอารมณ์โกรธ เกลียดแบบเก่า เอาร่างกายไปหายใจได้ก็จบงาน แต่นะ อะไรๆก็ไม่แน่ เราอาจจะกลับมาสาปแช่งเขาอีกก็ได้ ใครจะรู้ 

หรืออาจเพราะเรายอมรับเรื่องกรรม ย้ายห้องก็ไม่ได้เพราะห้องเต็ม จะย้ายที่พักก็ไม่แน่ใจว่าจะหนีเสือปะจระเข้มั้ย จะย้ายที่ทำงานก็ยังไม่มีโอกาส ยอมรับกับการจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นไปก่อน และวิธีการจัดการของเราคือ มีวินัยกับการออกกำลังกาย เดินเร็วๆวันละหนึ่งชั่วโมงทุกเช้า ได้ทั้งเดินจงกรมและได้ทั้งสุขภาพที่ดีขึ้นที่เอามาต่อต้านควันบุหรี่ 

ก็พยายามหาอะไรมาแปะหน้าต่างเล็กๆนั่นช่วงอาบน้ำจะได้กันควันบุหรี่ ยังไม่มีอะไรที่กันได้จริงจังและไม่ค่อยได้เจอเหตุบังเอิญแบบนั้นบ่อย อา.ละครั้งสองครั้งเห็นจะได้

"เมื่อได้รับความทุกข์ กลุ้มใจแล้ว
ก็บอกว่านี่แหละเราเคยทำไว้เช่นใดแล้วเราก็ได้รับอย่างนี้แหละ
เราก็พอใจยินดีกับกรรมของเราแล้ว เราจะไม่ทำกรรมชัวนั้นขึ้นอีกต่อไป
กรรมที่มันมีอยู่แล้วแต่ก่อนก็ค่อยๆ หมดไป ๆ ไม่ให้กรรมใหม่เกิดขึ้นมาอีก
นี่จึงจะถูก ถูกหนทางที่พระพุทธเจ้าท่านสอน
อย่าได้สร้างกรรมเวรต่อไปอีก จะเกิดภพเกิดชาติไม่มีที่สิ้นสุดลงได้" หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

 ........... 

อีกตัวอย่างของการยอมรับตามจริง คือ ใจมันคิดไม่ดี ระหว่างนั่งเปิดเอกสาร ใจมันคิดไม่ดีกับคนโน้น คนนี้ ชั้นไม่ได้อยากคิดแบบนี้ ทำไมเป็นแบบนี้ ยิ่งเอ๊ะ.. มันก็ยิ่งคิด ผุดขึ้นมาๆๆ เหมือนแกล้ง แล้วจิตมันพลิก เออ..อยากคิดก็คิดไป ตัวหนึ่งคิด ตัวหนึ่งดู  ดูแบบชายตาดูด้วยเพราะมือยังเปิดเอกสารทำงานต่อไป แล้วตัวที่คิดมันก็อ่อนแรงลงไป มันอาจเป็นปัญญาที่คิดเอาว่า รู้แล้วว่าบังคับไม่ได้ ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่การคิดเอาเองอย่างเดียว แต่เป็นการยอมรับของใจด้วยว่า เออ...รู้แล้วว่าบังคับไม่ได้ อยากคิด คิดไป

จริงๆ ลักษณะแบบนี้ มันเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ความคิดหลายเรื่องที่พอรู้แล้วไม่เคยเป็นกลางกับมัน อยากจะให้มันหาย ดิ้นรนจะ”ทำ” อะไรสักอย่างให้มันหาย พอดิ้นจนเหนื่อยใจ ยอมรับมันเฉยๆว่าอยากคิดก็คิดไป มันก็เท่านี้จริงๆ แต่ทำไม...มันไม่ยอมรับอย่างนี้ตั้งแต่แรกน้า Foot in mouth

หรือเรื่องเห็นอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นแล้วจางไป ก็มีเป็นช่วงๆ มักจะรู้ได้ดีเวลาเดินออกกำลังกายตอนเช้ามืด ส่วนการเห็นความสุขที่ค่อยๆจางไป ความรู้สึกเหี่ยวๆใจจะเข้ามาแทรกบ้างบางครั้ง

......

ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์หลายท่าน คุณหมออมราเล่าเรื่องสนุก และให้กำลังใจเอามาใช้ อย่างเวลาที่ขี้เกียจทำในรูปแบบ ก็จะนึกถึงคุณหมอที่บอกว่า ต่อรองกับมันหน่อย ขออีก 10 นาที พอครบแล้ว ขอต่ออีกหน่อย มีอยู่คืนหนึ่งที่ขี้เกียจมาก ต่อรองไปอย่างนี้จนเกือบชั่วโมง …. ลืมเตือนคนผ่านมาอ่านว่า blog นี้เป็นเรื่องเล่าของคนขึ้เกียจ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยค่า Kiss 

อีกประโยคที่คุณหมออมราเล่าถึงหลวงตาก็คือ “สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อย” 

หรือเวลาที่อาบน้ำ คุณหมอเคยกอง "พุทโธ" ไว้หน้าห้องน้ำ จนถูก พอจ.เตือนว่าต้องมีสติติดตัวตลอด เวลาเราอาบน้ำ นึกถึงเรื่องที่คุณหมอเล่าได้บ่อยๆ ก็เตือนตัวเองได้ดี

แล้วก็เรื่องที่กลัวว่าจะเป็นอัตกิลมถานุโยค คุณหมอให้ลองดูกับมันสักตั้งซิ ลองเดินไปสุดขอบของความทรมานตัวเอง อดนอน อดกิน อะไรทั้งหลาย ว่ามันเป็นการทรมานแค่ไหน ร่างกายเราทนไม่ได้จริงๆรึ รึว่ากิเลสมันหลอกเรา (เราว่า คุณหมอก็รู้ล่ะว่า พวกขี้เกียจมีอยู่มากและมักหาข้ออ้างดีดีให้ตัวเองเสมอ) และเรายังไม่เคยเดินไปถึงครึ่งของเส้นเขตแดนที่ว่า อย่าว่าแต่จะให้เดินไปถึงขอบของมันเลย

ก็ยังเป็นพวก ขี้เกียจหลาย ฟุ้งซ่านหลาย โง่งมหลายอยู่

วันนี้ผ่านไปอ่านที่ลพ.เคยเขียนใน blog สมัยที่ท่านเป็นฆราวาส

จากการที่ผมจำอดีตได้ยาวไกลมาก จึงได้ข้อสรุปมาอย่างหนึ่งว่า
นิสัยของคนเรานั้น หมื่นปี ก็ยังแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย
เว้นแต่จะตั้งอกตั้งใจพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง จึงจะพัฒนาไปในทางที่ดีได้

 

คนที่เคยขี้เกียจมาอย่างไร ก็มักจะขี้เกียจอย่างนั้น
แล้วก็จะขี้เกียจต่อไปอีก คนที่ชอบศึกษาปริยัติธรรม
ก็จะชอบศึกษาปริยัติธรรม แล้วชาติหน้าก็จะชอบอย่างนั้นอีก
 
สิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงคนได้เร็วที่สุด คือการเจริญมหาสติปัฏฐาน

แต่เอาเถอะ ปลอบใจตัวเองเสมอว่า ชั้นยังไม่ได้ไปไหนไกล ยังเกาะรั้วครูบาอาจารย์ ยังเกาะแขนจูงมือสหายทางธรรมบนทางสายนี้อยู่

 

แค่นี้ล่ะ ไตรมาสนี้ สรุปว่าดีขึ้น...  นิดนึง ^_^

 

.

edit @ 21 Sep 2011 20:29:47 by + บุหงาส่าหรี +